บันทึกช่วงเวลาที่เซ็กซี่ที่สุดของผู้ชาย กับช่างภาพมืออาชีพ ‘นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา’



ในยุคที่ทุกคนคือช่างภาพ โทรศัพท์ทุกเครื่องคือกล้อง เราทุกคนคือนายแบบนางแบบ ‘นินทร์-นรินทรกุล ณ อยุธยา’ ยังคงปักหลักในเส้นทางสายภาพนิ่งที่ตัวเองเลือกอย่างโดดเด่น และนำเสนอภาพแบบของตนออกมาด้วยสายตาของศิลปิน

พลังของภาพถ่าย ศิลปะของความโป๊เปลือย และมุมมองที่จำเป็นของช่างภาพสมัยใหม่ กับความรักในงานและความตื่นเต้นเสมือนมือใหม่จับกล้องอยู่เสมอ ทำให้เขาคนนี้ยังยึดตรงพื้นที่ในวงการ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับช่างภาพรุ่นใหม่ๆ กับการทำงานที่แตกต่างในโลกของตัวเอง

"มันเป็น Magic อย่างหนึ่งที่ได้เก็บช่วงเวลาเอาไว้บนกระดาษแผ่นหนึ่งได้”

คุณคิดว่างานของช่างภาพมีพลังแค่ไหน
สำหรับพี่ ภาพถ่ายคือการ Capture คือการเก็บช่วงเวลาของชีวิตไว้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ฟิตที่สุดตอนนี้ มีลูกที่น่ารักที่สุดตอนนี้ มันเป็น Magic อย่างหนึ่งที่ได้เก็บช่วงเวลาเอาไว้บนกระดาษแผ่นหนึ่งได้ เพราะเราไม่สามารถย้อนเวลาได้ นอกจากการกลับไปดูกระดาษแผ่นนั้น ที่ทำให้เหมือนเราย้อนเวลากลับไปได้

ภาพที่ดีหนึ่งภาพประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
ภาพที่ดีในความเห็นพี่ คือช่วงเวลาที่ได้เจอกันของช่างภาพและตัวแบบที่อยู่หน้าเลนส์ ตอนพี่ทำงาน มันอาจดูเหมือนพี่สั่งเยอะก็จริง แต่พี่จะมีช่วงเวลาที่ตัวแบบไม่ต้องฟังพี่เลย มันจะเป็นการทำงานสองส่วนด้วยกัน คือตัวแบบ และช่างภาพที่มาเจอกันตรงกลาง ซึ่งพี่คิดว่างานที่พี่ชอบ คือตอนที่ได้ช็อตจากตัวแบบ ที่เป็นตัวเขาเองมากกว่าภาพที่พี่กำกับเอง พี่กำกับเองน้อยลงเรื่อยๆ นะ เพราะพี่ชอบจังหวะแบบนั้น

ถ้าอย่างนั้น หน้าที่ของช่างภาพที่ดีคืออะไร
พี่ว่าช่างภาพหรือความเป็นช่างภาพ คือการลืมทุกอย่างรอบตัว ให้เหลือแค่เฟรมสี่เหลี่ยมที่อยู่ ณ ขณะที่กำลังถ่ายภาพอยู่ ซึ่งเฟรมสี่เหลี่ยมนั้น มันบอกถึง composition แสง สี อารมณ์ ตัวแบบ แม้กระทั่งความรู้สึกที่เรารู้สึกกับภาพนั้นออกมาเอง คนที่เป็นช่างภาพ ถ้ารู้สึกมี Passion กับเฟรมสี่เหลี่ยม ณ ช่วงเวลานั้นออกมาได้ เขาก็จะดีไซน์ทุกอย่างให้ออกมาบนภาพนั้นได้

ความพิเศษคือ ทุกครั้งที่ได้ถ่ายภาพ แล้วมีคนอยู่หน้าเลนส์ เราจะรู้สึกถึงโมเมนต์บางอย่าง พลังที่เขาส่งออกมาให้เรา แล้วเราก็ต้องจับจังหวะของพลังนั้นๆ ให้ได้ ซึ่งแต่ละคนจะออกมาไม่เท่ากัน บางครั้งถ่ายรูปนายแบบที่เขาโพสเป็นไปหมดเลยก็น่าเบื่อนะ บางคราวคนที่ไม่เคยถ่ายเลยกลับโพสได้ดีกว่ามากๆ ด้วยซ้ำ ช่างภาพก็อาจเป็นคนที่จะเลือกโมเมนต์เหล่านั้นในการนำเสนอ

“อารมณ์ที่สำคัญที่สุด ถ้าเป็นผู้ชายคนหนึ่ง คือการที่เขาไม่สนใจกล้อง และเขารู้สึกของเขาเองว่า เขาได้ทำทุกอย่างจริงๆ ได้นั่งจริงๆ ยืนจริงๆ ได้มีจังหวะที่เขาเองรู้สึกว่า เขาไม่ต้องแคร์อะไรแล้ว ไม่ต้องห่วงหล่อมาก จังหวะแบบนี้มักจะออกมาดีเสมอ ตอนคนไม่ต้องห่วงหล่อห่วงสวย จังหวะแบบนั้นเวลาเรา Capture มาได้แล้วเราจะรู้สึกว่า มันจริง นั่นคือความพิเศษของตัวแบบที่อยู่หน้าเลนส์”

เชื่อเรื่องอารมณ์ที่ใส่ลงไปในงานศิลปะหรือภาพถ่ายไหม
อารมณ์สำหรับพี่ มันเกิดมาจากการทำการบ้านมากกว่า ในการถ่ายครั้งหนึ่ง ถ้าเราต้องการให้อารมณ์ อย่างเช่น ความแมนของผู้ชายมันเกิดขึ้นมากๆ เราก็จะเซตสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อให้เขาได้เดินจริง ได้ลุยจริง ได้เหงื่อแตกจริงๆ อะไรแบบนี้ ซึ่งมันจะออกมาจากตัวนายแบบเองด้วย กลายเป็นว่า อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันคือสถานการณ์ที่ช่างภาพเซตเอาไว้ให้ตัวแบบได้เจอด้วยเหมือนกัน

อารมณ์ที่สำคัญที่สุด ถ้าเป็นผู้ชายคนหนึ่ง คือการที่เขาไม่สนใจกล้อง และเขารู้สึกของเขาเองว่า เขาได้ทำทุกอย่างจริงๆ ได้นั่งจริงๆ ยืนจริงๆ ได้มีจังหวะที่เขาเองรู้สึกว่า เขาไม่ต้องแคร์อะไรแล้ว ไม่ต้องห่วงหล่อมาก จังหวะแบบนี้มักจะออกมาดีเสมอ ตอนคนไม่ต้องห่วงหล่อห่วงสวย จังหวะแบบนั้นเวลาเรา Capture มาได้แล้วเราจะรู้สึกว่า มันจริง นั่นคือความพิเศษของตัวแบบที่อยู่หน้าเลนส์ บางทีสวยเกินไป หล่อเกินไปมันชินตาแล้ว พี่อยากให้งานของพี่ได้ลดทอนความเพอร์เฟ็กต์เหล่านั้นลงมา มาเจอความจริงบ้าง ความ Rare บ้าง อะไรแบบนี้

เห็นว่าคุณถ่ายภาพนู้ดผู้ชายด้วย เริ่มสนใจงานนี้ได้อย่างไร
มันเริ่มมาจากพี่ได้ทำ Photo Nogrid ที่มีคอนเซ็ปต์คือให้ทุกคนเป็นตัวเอง และทุกคนมีมุมสวยงามเป็นของตัวเอง ถ่ายภาพแบบไม่ต้องจัด ไม่ต้องเซตเลย มันเกิดจากตรงนั้น ที่พี่สามารถถ่ายทุกคน ตอนอยู่บ้านล้างจาน เล่นกับหมา ไม่ต้องห่วงสวย พอทำได้ปีหนึ่ง มีแบรนด์หนังสือผู้ชายติดต่อมาว่าเขาอยากทำงานถ่ายภาพของผู้ชาย ที่มันดูจับต้องได้เหมือน Photo Nogrid บ้าง ก็เลยกลายเป็นว่าพี่ได้เข้ามาสู่พาร์ตของการถ่ายภาพผู้ชาย


ความยากของการถ่ายนู้ดผู้ชายคืออะไร
ผู้ชายถ้าเพอร์เฟ็กต์เกินไปนี่ ทำให้การถ่ายภาพนิ่งลำบากมากเลยนะ มันจะทำให้รูปดูแข็งแล้วคนดูก็รู้สึกว่ามันคือการโพสไปหมด มันเป็นการเซตไปหมด ทุกอย่างที่ดูตั้งใจ ก็จะสื่อออกมาในด้านของความเซ็กซี่ได้ยาก เพราะจริงๆ ความเซ็กซี่มันคือช่วงเวลาที่ไหลไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการเซตอะไรเป๊ะๆ เพอเฟ็กต์ๆ เนี่ยมันจะยากตรงทำให้คนไม่รู้สึกถึงความเซ็กซี่นั้นจริงๆ จุดที่ยากที่สุดของภาพผู้ชายคือเส้นตรงกลางของความพอดี การหาจุดตรงกลางว่าความพอดี ความเซ็กซี่ของเขาอยู่ตรงไหน

“ทุกวันนี้พี่มีความสุขมากที่ได้จับกล้อง ทำงานมา 12 ปี จับกล้องทุกครั้งก็ยังตื่นเต้นทุกครั้ง ทุกครั้งที่ออกจากบ้านมาทำงานก็รู้สึกว่า ดีจังเลย วันนี้ได้ถ่ายรูปคนอีกแล้ว ได้ถ่ายรูปอีกแล้ว 12 ปีความตื่นเต้นยังเท่าเดิมมาตลอด”

ความเซ็กซี่ในมุมมองของคุณคืออะไร
ถ้าในการทำงานกับนายแบบ ความเซ็กซี่ของพี่มันคือการรักตัวเอง นายแบบที่รักตัวเอง ดูแลตัวเองสม่ำเสมอ การกิน การออกกำลังกาย พอเขามีชีวิตที่สมดุล มันจะฟ้องออกมาทางหน้าตา ผิวพรรณ รูปร่างอยู่แล้ว ซึ่งตรงนั้นคือความเซ็กซี่ที่เกิดขึ้นโดยที่คนคนนั้นไม่ต้องพยายามมาก

แล้วความโป๊หรือไม่โป๊ วัดกันที่อะไร
การเปิดเผยบางอย่างออกมาของผู้ชาย มันเป็นเรื่องของช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วย ถ้าผู้ชายคนนั้นดูแลตัวเองดี จนถึงจุดที่อยากเก็บภาพตัวเองไว้ พี่คิดว่าช่วงเวลาที่เขาอยากจะเก็บภาพตัวเองไว้แล้วนั่นแหละ คือจุดที่ดีที่สุดของรูปร่างเขาแล้ว และการที่ผู้ชายที่ดูแลตัวเอง เปิดเผยทุกอย่างออกมาจนหมด มันก็จะกลายเป็นบอดี้หรือฟอร์มที่ไม่อนาจาร ซึ่งพอใส่แสงเงาลงไป มันก็จะยังคงเป็นงานศิลปะ

“ทุกครั้งที่ได้ถ่ายภาพ แล้วมีคนอยู่หน้าเลนส์ เราจะรู้สึกถึงโมเมนต์บางอย่าง พลังที่เขาส่งออกมาให้เรา แล้วเราก็ต้องจับจังหวะของพลังนั้นๆ ให้ได้ ซึ่งแต่ละคนจะออกมาไม่เท่ากัน”

งานถ่ายภาพนู้ดเติมมุมมองในฐานะช่างภาพได้อย่างไรบ้าง
ทุกครั้งที่พี่ถ่ายภาพผู้ชายหุ่นดีๆ มักจะมีคนมาสัมภาษณ์นายแบบเหล่านั้นด้วย พี่ก็จะได้เห็นว่าแต่ละคนพยายามมากเลย กว่าจะได้ซิกส์แพ็กมาแต่ละก้อน ได้เห็นว่าต้องใช้วินัยขนาดไหน วินัยที่สูงมากๆ ของนายแบบมันก็ให้แรงบันดาลใจกับพี่เหมือนกันว่าเราควรดูแลตัวเอง หรือรักตัวเองบ้าง เวลาเราเห็นคนหุ่นดีๆ พี่เชื่อว่ามันก็จะเป็นแรงให้เราอยากดูดีบ้าง ในแง่ของร่างกายมันดีอยู่แล้ว ยิ่งเราเห็นหุ่นดีๆ ของคน เราก็อาจอยากรักสุขภาพตัวเองมากขึ้นด้วย

เล่าเรื่องการทำงานในหนังสือ Rare Root ให้ฟังหน่อย
มันเป็นงานถ่ายภาพผู้ชายหนึ่งคน 180 หน้า เป็นการทำงานกันอย่างหนักทั้งช่างภาพ สไตลิสต์ ช่างแต่งหน้าทำผม ทุกอย่างเล่าคาแร็กเตอร์ของผู้ชายคนหนึ่งที่ดูแลตัวเองได้ดี เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นต่อๆ ไป เป็นจุดที่พี่ยังรู้สึกสนุกอยู่ และได้พบกับโจทย์ใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ อย่างวันนี้พี่ได้พี่ลินดา สไตลิสต์มือฉมังมาช่วยทำให้นายแบบผู้ชายของเรามีเลเยอร์ที่รู้สึกมองแล้วน่าสนใจไปทุกดีเทล ซึ่งการทำงานของสไตลิสต์ร่วมกับช่างภาพนี่ก็สำคัญ

“การที่ผู้ชายที่ดูแลตัวเอง เปิดเผยทุกอย่างออกมาจนหมด มันก็จะกลายเป็นบอดี้หรือฟอร์มที่ไม่อนาจาร ซึ่งพอใส่แสงเงาลงไป มันก็จะยังคงเป็นงานศิลปะ”

ช่างภาพยุคนี้กับยุคก่อนต่างกันแค่ไหน
พี่เป็นช่างภาพที่อยู่ในสองยุคนะครับ ทั้งยุคฟิล์มและยุคดิจิทัล รู้สึกว่าสมัยนั้นสมาธิมันมีมากกว่าเยอะเลย ที่จะต้องเตรียมตัวและมีสมาธิกับงานมากกว่า ดิจิทัลเนี่ย มันค่อนข้างไหลลื่นและปล่อยชิลล์ได้ มันก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกัน

ในยุคที่ใครๆ ก็ถ่ายภาพได้ อุปกรณ์กล้องไม่ได้เกินเอื้อม การคงอยู่ของช่างภาพยังจำเป็นอีกไหม
ในช่างภาพล้านๆ คน เราไม่ต้องไปสนใจใครเลย เหมือนแค่เรามี Passion กับภาพถ่ายบางอย่าง พอเข้าไปอยู่ในโลกของมันแล้ว เราแทบไม่ต้องสนใจใครเลย เราแค่รู้สึกกับงานตัวเอง ทำงานของเราให้ลึกไปเรื่อยๆ พี่ทำงานมา 12 ปี บางทีก็ค้นพบสิ่งใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ ในงานของตัวเอง ในโลกของตัวเอง ไม่ต้องไปคิดถึงคนอื่นมาก มันก็จะทำให้เราแตกต่างได้

คำว่าใครก็เป็นช่างภาพได้ ฟังแล้วมันก็ดูหลากหลายนะ ที่ใครๆ ก็สามารถเข้ามานำเสนอมุมมอง ความรู้สึกเกี่ยวกับภาพถ่ายได้ แต่กับงานอย่างภาพ Portrait เนี่ย ทุกอย่างมันแข่งกับเวลา ฟาดฟันกันด้วยข้อจำกัด มุมมอง ก็เลยกลายเป็นว่าช่างภาพอาชีพก็ยังจำเป็นและท้าทาย แม้จะมีช่างภาพอยู่เยอะก็ตาม

พี่มองว่าภาพถ่ายยังอยู่ไปอีกนาน เพราะภาพนิ่งเป็นพื้นฐานในการหยิบเรื่องราวมาเล่า ทั้งงาน Commercial งาน Art ภาพนิ่งยังจำเป็นอยู่ ช่างภาพอาชีพก็เลยจำเป็นอยู่ และมีที่ว่างให้กับคนใหม่ๆ อยู่เสมอ

มีเป้าหมายที่อยากจะไปให้ถึงไหม
ไม่มีเลยครับ ทุกวันนี้พี่มีความสุขมากที่ได้จับกล้อง ทำงานมา 12 ปี จับกล้องทุกครั้งก็ยังตื่นเต้นทุกครั้ง ทุกครั้งที่ออกจากบ้านมาทำงานก็รู้สึกว่า ดีจังเลย วันนี้ได้ถ่ายรูปคนอีกแล้ว ได้ถ่ายรูปอีกแล้ว 12 ปีความตื่นเต้นยังเท่าเดิมมาตลอด คือตื่นเต้นมาก น้องผู้ช่วยมักจะบอกเสมอว่า ใจเย็นๆ ในทุกครั้งที่ทำงาน เพราะมันยังตื่นเต้น ยังตื้นตันอยู่เสมอ ขนาดทุกคนพลังหมดกันแล้วทั้งกอง พี่ยังกระโดดโลดเต้นได้อยู่เลย ก็เพราะความตื่นเต้นกับงานที่ยังมีอยู่เสมอ

มีคำแนะนำให้ช่างภาพ Portrait รุ่นใหม่ๆ บ้างไหม
ออกไปเที่ยวครับ ไปเจอคนอื่นๆ ไม่ต้องอยู่แต่ในสตูดิโอ หรือถ่ายแต่รูปเพื่อนหรือคนที่เราชินอย่างเดียว ออกไปถ่ายคนที่ไม่รู้จัก คนที่น่าสนใจ เก็บภาพเหล่านั้นมา แล้วมันจะพาเราไปเจอกับงาน Portrait ที่แม้แต่เราก็ยังตื่นเต้นกับมันได้ครับ


Back to Home
On Social