ดนตรีที่ไม่มีนิยามของ ‘D GERRARD’



ก่อนที่กระแสเพลงแร็ป และวัฒนธรรมฮิปฮอปจะเข้ามาตีตลาดเพลงเมืองไทยเข้าอย่างจัง! จนท่อนแร็ปเจ๋งๆ ของบรรดาแร็ปเปอร์รุ่นใหม่ ต่างเข้าไปแทรกอยู่ตามซิงเกิ้ลใหม่แทบทุกสไตล์เพลง ทั้งป๊อป ร็อก และลูกทุ่ง หลายคนน่าจะเคยได้ยินเสียงนุ่มๆ สไตล์อาร์แอนด์บี ที่มาพร้อมดนตรีแนวฮิปฮอปจากเพลง GALAXY ของ D GERRARD ศิลปินหน้าใหม่ในขณะนั้น

‘บิ๊ก’ หรือที่เรารู้จักกันในนาม ‘D GERRARD’ ศิลปินที่หลายคนต่างหาคำนิยามสไตล์เพลงของเขา ต้องยอมรับเลยว่า เขาคือหนึ่งในศิลปินที่ทำให้คนไทยได้เปิดโลกในการฟังเพลงแนวใหม่ๆ ที่ผสมผสานหลากสไตล์เข้าไว้ด้วยกัน บางคนบอกว่าเขาคือแร็ปเปอร์ แต่อย่าลืมนะว่าในเพลงของเขาก็มีทั้งเสียงร้องสไตล์อาร์แอนด์บี ดนตรีแนวฮิปฮอป และบางครั้งก็มีแนวการร้องสไตล์คลาสสิกแทรกเข้ามาในเพลงให้ได้ฟังกัน ก่อนจะตัดสินว่า ‘บิ๊ก D GERRARD’ คือศิลปินแร็ปอย่างที่ใครหลายๆ คนบอกไว้หรือไม่นั้น ไปทำความรู้จักกับตัวตนที่แท้จริงของเขากันก่อน

ชีวิตวัยเด็กของ D GERRARD เป็นยังไง

เอาจริงๆ ชีวิตวัยเด็กของผมมันไม่ค่อยสนุกนัก ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดธรรมดาๆ ที่ชอบอยู่กับตัวเอง ชอบอ่านหนังสือ เพราะผมเข้าหาคนไม่เก่ง แล้วก็ไม่ได้มีเพื่อนมากเท่าไหร่ ก็มีหนังสือนี่ล่ะที่เป็นเพื่อน ถ้าพูดถึงหนังสือการ์ตูนเรื่องดังๆ มา ผมว่าผมรู้จักหมด ไม่ว่าจะเซนต์เซย์ย่า ดราก้อนบอล ผมตามอ่านครบ เพราะจะได้มีอะไรไปคุยกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนบ้าง แล้วมีอีกช่วงที่ผมติดเกมออนไลน์มาก ช่วงนั้นถือเป็นช่วงที่แฮปปี้มากที่สุดช่วงหนึ่งเลยนะ เล่นเกม เก็บเลเวล สนุกกับเพื่อนในเกม ผมเลยรู้สึกอินกับมันมากเป็นพิเศษ

แล้วดนตรีล่ะ เริ่มสนใจได้ยังไง

ตอนม.ต้น ผมอยู่วงโยธวาทิตของโรงเรียน ทำกิจกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับดนตรี ทั้งขับเสภา ร้องเพลงไทยเดิม พยายามทำความเข้าใจและคลุกคลีกับดนตรีทุกประเภทเลย มันสนุกดีนะเวลาที่เราได้รู้จักกับดนตรีหลายๆ แบบ ได้ฟังเพลงหลายๆ แนว

มาเริ่มจริงจังกับดนตรีตอนไหน

ประมาณม.ปลายครับ ด้วยความที่ผมไม่ชอบเรียนเลขเอาซะเลย แล้วบังเอิญได้ดูหนังเรื่อง Season Change เลยได้รู้ว่ามีโรงเรียนที่สอนดนตรีอย่างเดียวด้วย ตอนนั้นคิดว่าอยากลองใช้ชีวิตแบบในหนังดู เลยสอบเข้าดุริยางคศิลป์ มหิดลครับ โฟกัสเรื่องดนตรีเต็มๆ ไปเลย แล้วเลือกเรียนเอกขับร้องดนตรีคลาสสิก เพราะอาจารย์บอกว่า มันเป็นพื้นฐานของการร้องแทบทุกแบบ ถ้าเกิดรู้วิธีการร้องเพลงคลาสสิก รู้วิธีการใช้ลม จะรู้ว่าเราทำอะไรได้บ้าง ส่วนไมเนอร์ผมเรียนเป่าแซ็กโซโฟน ช่วงชีวิตตอนนั้นคือซ้อมอย่างเดียวเลย เหมือนหาตัวเองว่าเราชอบดนตรีแบบไหน แล้วทำให้ได้ฟังดนตรีเยอะขึ้นด้วย

เอาจริงๆ แล้วช่วงแรกผมค่อนข้างแอนตี้การฟังเพลงลูกทุ่งมากนะ ผมเป็นคนพัทลุง ที่นั่นมีทั้งคนฟังเพลงลูกทุ่ง และเพื่อชีวิต พอลองฟังมันก็เหมือนฟังไม่เป็น ไม่เข้าใจว่าเขาฟังอะไรกัน อาจจะเหมือนที่คนฟังลูกทุ่งบางคนฟังเพลงแร็ปไม่เข้าใจ ซึ่งเอาจริงๆ กำแพงทั้งหมดนี้ มันอยู่ที่ตัวเราล้วนๆ เลย ถ้าเราเปิดใจ ปรับทัศนคติใหม่ ฟังแล้วคิดตามว่ามันเป็นเพลงแนวไหน ทำไมคนชอบฟังกันจัง พอคิดแบบนี้แล้วทุกอย่างมันก็ง่ายขึ้น ยิ่งพอมาคิดว่า ทำไมทีเพลงสากลที่ไม่เข้าใจภาษา เรายังเสพเพลงพวกนี้ได้เลย ทำไมเพลงที่เข้าใจภาษาจะฟังไม่ได้ จุดนี้มันทำให้ผมเข้าใจว่า ดนตรีมันเป็นไม่ใช่แค่เรื่องของภาษา แต่มันอยู่ที่องค์ประกอบหลายๆ อย่าง ทั้ง Groove อารมณ์เพลง และความรู้สึก เวลาที่เราฟังเพลงละตินแล้วรู้สึกสนุก มันก็เป็นเรื่องของ Groove อะไรประมาณนี้ครับ ช่วงนั้นผมฝึกสกิลล์มาเรื่อยๆ แต่พอเรียนจบมันก็มีจุดที่ทำให้ผมรู้สึกเคว้ง

เล่าเรื่องราวความเคว้งในครั้งนั้นให้ฟังหน่อย

หลังจากเรียนจบม.ปลาย ผมต้องมาคิดว่าจะไปต่อทางไหนดี ตอนนั้นคุณพ่อมองว่า ดนตรีเป็นอะไรที่ใช้ในชีวิตประจำวันยาก หมายถึงหาเงินยาก ทำธุรกิจยาก แล้วที่บ้านผมเองก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับพลอย จิวเวลรี่ ผมเลยต้องตามใจที่บ้าน เรียนอะไรที่มันสามารถนำมาต่อยอดธุรกิจได้ เลยสอบเข้าไปเรียนธรณีวิทยา ที่จุฬาฯ ครับ การเรียนที่นั่นมันได้ความรู้เยอะมากเลยนะ มันทำให้ผมได้รู้ว่า นี่คือการเรียนจริงๆ แต่มันก็เคว้งมากในเวลาเดียวกัน เหมือนกับว่าไม่มีใครที่พอจะคุยกันรู้เรื่อง หรืออยู่ด้วยได้เลย ผมทั้งกดดันและเครียดสุดๆ จนตัดสินใจเปลี่ยนไปเรียนการตลาดที่ม.กรุงเทพแทน พอเปลี่ยนคณะ เปลี่ยนมหาวิทยาลัย เพื่อนที่เจอก็เปลี่ยนไป ตรงนี้มันทำให้ผมได้เก็บข้อมูล และทำความเข้าใจว่าคนชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ซึ่งมันประยุกต์มาเป็นเพลงของเราได้ด้วย เอาเข้าจริงแล้วตอนนั้นผมยังไม่รู้ตัวเองเลยว่าจะทำอะไร รู้อย่างเดียวเลยว่าอยากเป็นศิลปิน แต่ขั้นตอนจะทำยังไงให้เป็นศิลปินได้เนี่ย ไม่รู้เลย ถ้าได้ออกโทรทัศน์ ร้องเพลงเฉยๆ ก็คงเป็นนักร้องธรรมดาคนหนึ่ง

“สำหรับผม ผมอยากเป็นศิลปินที่เป็นทั้งนักร้อง และนักแต่งเพลงอยู่ในคนเดียวกัน การถ่ายทอดเพลงผ่านประสบการณ์จริงของเรามันดูจริงกว่า แล้วมันก็เท่กว่ามาก”

เพลงแรกของ D GERRARD

โห...เพลงแรกของผมนี่เด็กมากครับ ม.ต้นเลย ผมประกวดวงดนตรีในงานวันแม่ เข้ารอบ 3 ทีมสุดท้าย ก็เลยเอาวะ ลองเขียนเพลงเองดู ทั้งๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพลงเขียนยังไง แต่มีครูคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกกับผมว่า เขียนเพลงมันไม่ยากหรอก มันก็เหมือนเขียนเรียงความนั่นแหละ ถ้าเขียนเรียงความเป็นก็น่าจะเขียนเพลงได้ ตอนนั้นคิดอย่างเดียวเลยครับว่า เขียนให้มันพอฟังได้ก็พอ คอร์ดเพลงก็ลองตีๆ ดูจากที่เรารู้ ลองหาเมโลดี้ไปใส่ แต่เพิ่งจะมาเริ่มเขียนเพลงเองจริงๆ จังๆ เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วนี้เองครับ

ความยากของการแต่งเพลงคืออะไร

ผมว่าการเขียนเพลงให้จบเนี่ย ยากนะครับ คนส่วนใหญ่พอเริ่มเขียนแล้วมักจะจบไม่ลง เพราะไม่รู้จะหาความสมบูรณ์แบบให้กับเพลงยังไง หรือบางครั้งอาจคิดมากไปจนงานไม่เสร็จ มัวแต่กังวลว่าอยากให้งานมันออกมาดีขึ้นไปอีก แต่อย่าลืมนะครับว่า ถ้าแต่งไม่เสร็จ ก็ไม่มีใครได้ฟังเพลงของเรานะ

อะไรทำให้ตัดสินใจมาแข่งขัน The X-Factor

ช่วงนั้นผมทำเพลงมาได้สักพักแล้วครับ ปล่อยเพลงในยูทูบช่องของตัวเองมาได้สัก 7-8 เพลง กำลังอยู่ในช่วงท้อมากเลย ตั้งใจทำเพลงเอง ทำเอ็มวีเอง ทำทุกอย่างเอง แล้วผลที่ได้คือมันไม่มีคนฟัง ยอดวิวมันน้อย เลยต้องมานั่งคิดว่าเราจะทำยังไงดี ตอนนั้นตั้งลิมิตกับตัวเองไว้ว่า ภายในปีนี้ ถ้ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ คงถึงเวลาที่ต้องกลับไปช่วยธุรกิจที่บ้าน หรือทำธุรกิจอะไรสักอย่าง

คนรอบๆ ตัวผมบอกว่า เพลงผมมันไม่แย่นะ มันฟังได้ แต่มันติดอยู่ที่จะทำยังไงให้ทุกคนได้ฟัง เลยตัดสินใจว่า เอาวะ ลองประกวดดู มันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เข้าไปแข่ง The X-Factor ผมก็ใช้เพลงตัวเองนี่แหละ จะได้สื่อถึงความเป็นตัวเราได้มากที่สุด อยากทำอะไรบางอย่างให้คนได้เห็น ได้ลองฟังเพลงของผม ได้ท้าทายตัวเอง และเซอร์ไพรส์คนที่บ้านด้วย

“คนที่บ้านมักพูดกับผมว่า ร้องเพลงอยู่แต่ในบ้าน แล้วใครเขาจะมาได้ยินเพลงของเราล่ะ”

แสดงว่า The X-Factor คือจุดเปลี่ยนให้ D GERRARD กลับมามีพลังทำเพลงอีกครั้ง

ใช่ครับ เวทีถือเป็นอีเวนต์สำคัญในชีวิตผมเลย มันเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำมาก มันทำให้ผมได้ทำอะไรที่มากกว่าตื่นนอน กินข้าว ตอนนั้นผมอินกับมันมาก แต่ไม่ได้คิดว่ามันเปลี่ยนชีวิตอะไรขนาดนั้น แค่คิดว่าได้ร้องเพลงที่ตัวเองมั่นใจว่าดีให้คนอื่นๆ ได้ฟัง ให้ทุกคนได้ตัดสินว่า สรุปแล้วเพลงของผมมันดีจริงหรือเปล่า

นิยามแนวเพลงของ D GERRARD

ผมเป็นคนชอบฟังเพลงหลายแนวมาก เลยมองว่าไม่ว่าจะเพลงแนวไหน มันก็อยู่ด้วยกันได้หมด ถ้าส่วนผสมมันลงตัว ผมเลยเอาสิ่งที่ผมชอบมาใส่ในเพลง ให้มันเกิดอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา ผมมีพื้นฐานของเพลงเป็นการร้องสไตล์ R&B ที่ผมชอบ ส่วนที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นฮิปฮอป เพราะจังหวะกลองมันชวนให้เป็นแบบนั้น แถมยังมีท่อนแร็ปอยู่ในเพลงอีก ถ้าใครที่เคยฟังเพลงของผมจะรู้ว่าบางเพลงผมก็ใส่โอเปร่าลงไปด้วย

“การทำเพลงมันก็เหมือนการทำอาหารจานหนึ่ง เพลงของผมเปรียบเสมือนอาหารฟิวชั่น ที่ผมใส่ส่วนผสมเป็นสิ่งที่ผมชอบลงไปในสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่เลี่ยนและลงตัวในแบบของเรา”

การศิลปินในยุคนี้กับยุคก่อน คิดว่ามันยากและง่ายยังไงบ้าง

ผมว่ายุคก่อนเป็นยากนะ น่าจะยากกว่าเยอะเลยด้วย เพราะมันไม่มีช่องทางให้โปรโมตมากนัก มีแค่สื่อกระแสหลัก เวลาจะฟังเพลงแต่ละทีต้องซื้อเทป หรือฟังวิทยุเท่านั้น จะได้เป็นศิลปินแต่ละทีก็ต้องมีค่ายเพลงมาติดต่อ เอาไปปั้น แต่ทุกวันนี้มีอินเทอร์เน็ต ใครๆ ก็เข้าถึงเพลงได้ ศิลปินสมัยนี้ก็ปั้นตัวเองได้

“ผมมองว่ายุคนี้ใครๆ ก็ปั้นตัวเองให้เป็นศิลปินได้ แต่จะยืนระยะได้นานแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ศิลปินในยุคก่อนเป็นยาก แต่เป็นแล้วเป็นยาวเลย”

จุดสูงสุดของการทำเพลงของ D GERRARD

คนเรามันต้องมีฝันไปเรื่อยๆ ครับ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราทำได้แล้ว มันก็ควรจะฝันกันต่อ บางคนอาจจะพอใจแล้ว แต่ผมอยากลองไปต่อเรื่อยๆ นะ ทำไมเราไม่ลองไปอยู่ในจุดที่ทุกคนฝันอยากจะเป็นดู อยากรู้ว่ามันจะรู้สึกยังไง ตอนนี้มีคนฟังเพลงของผมมากขึ้น คนไทยเริ่มเปิดใจฟังอะไรใหม่ๆ แล้ว มันก็สำเร็จไปจุดหนึ่ง แต่ผมยังอยากเห็นศิลปินไทยโด่งดังระดับโลก เช่นเดียวกับศิลปินระดับโลกคนอื่นๆ ที่ดังมากในไทย ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ลิซ่า BLACKPINK ทุกคนดีใจที่คนไทยก้าวไปได้ไกล และผมอยากให้มีศิลปินไทยที่ไปสู่จุดนั้นได้อีก และผมอยากเป็นคนหนึ่งที่ทำให้คนต่างชาติได้เห็นความเจ๋งของคนไทย

โปรเจ็กต์ล่าสุดที่ทำกับค่ายเกาหลี เป็นยังไงบ้าง

โปรเจ็กต์นี้ผมทำร่วมกับ Brandnew Music ค่ายเพลงที่เกาหลีครับ ทำร่วมกับ 2 ศิลปิน ตอนนี้ปล่อยออกมา 2 เพลง คือ Come Back To Me กับ BUMKEY ศิลปิน R&B ที่อยู่ในวงการเพลงเกาหลีมานาน ส่วนอีกเพลงคือเพลง 24 hrsทำกับ KittiBที่เป็นแร็ปเปอร์ ยอมรับเลยว่ากังวลมาก กลัวภาษาจะเป็นอุปสรรค เพราะผมเองก็ไม่เคยเสพอะไรเกี่ยวกับเกาหลี พูดเกาหลีก็ไม่ได้ แต่อย่างที่ผมบอกว่าดนตรีคือภาษาสากล แค่เรารู้คอนเซ็ปต์ของงาน เข้าใจตรงกัน ปัญหาเรื่องภาษาก็ดรอปไปเลย เราเขียนเพลงในมุมมองของเรา เขาเขียนในมุมมองของเขา พอเอามาเรียบเรียงเข้าด้วยกันมันก็กลายเป็นความกลมกล่อมขึ้นมา ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ที่สนุกมากๆ เลยครับ

D GERRARD กับความรัก มีมุมมองยังไงกับเรื่องนี้

สำหรับผมมันมีเรื่องสำคัญอยู่ประมาณ 3 ข้อ คือความเข้าใจ การกระทำ และความจริงใจ คือคนสองคนรักกัน มันต้องไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างต้องการ มันต้องมีการประนีประนอม เข้าใจซึ่งกันและกันให้มากๆ ซึ่งเข้าใจอย่างเดียวก็ไม่พออีก เพราะบางครั้งการกระทำของเรา มันก็ไม่ได้แสดงออกว่าเราเข้าใจ ความจริงใจที่มีให้กันก็สำคัญมาก ความรักที่ดีควรจะเปิดเผยและโปร่งใส ดังนั้นความรักมันจึงเป็นเรื่องยากที่จะรักษาไว้ให้มันอยู่กับเราอย่างมีความสุขได้นาน ผมก็เลยยังไม่มีความรักในตอนนี้ครับ

ผู้หญิงสวยในสายตาของ D GERRARD ต้องเป็นแบบไหน

ถ้าเป็นเรื่องภาพลักษณ์ภายนอก คงต้องหน้าตาคมๆ แต่มีนิสัยน่ารัก เซ็กซี่มากแต่ไม่มีจริตเลยก็ไม่ได้นะ แต่ส่วนที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุดเลยก็คือความฉลาด มีความสามารถ คุยกันสนุก คุยตลก เข้าใจและยอมรับในสิ่งที่ผมเป็นได้

ที่ผ่านมา ความรักให้อะไรกลับมาบ้าง

ก็ให้เพลงมาหลายเพลงเลยนะ (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ผมจะเขียนเพลงจากประสบการณ์ความรัก ตัวผมเองก็ผ่านมาหลายรูปแบบ หลายมุมมอง มันทำให้ผมรู้ว่าความรักมันไม่ได้สวยงามเสมอไป มีเรื่องดีก็ต้องมีเรื่องแย่ๆ มีความสุขก็ต้องมีความทุกข์ ทุกอย่างมันปะปนกันมา อยู่กับเราอย่างแนบเนียนจริงๆ

Back to Home
On Social