“เราเป็นเรา ไม่ได้คิดว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย No Gender” คุยกับ ‘นลินกัญญ์นลิน’ นางแบบ Transgender



เกาะแคตวอล์กคุยกับ ‘นลิน-กัญญ์นลิน เสถียรุจิกานนท์’ นางแบบ Transgender สุดเฟียซ! เปิดตัวตนและความฝันที่หล่อหลอมมากับเพลง Bony M. และแฟชั่นยุค 80 กับการเรียนรู้โลกและการยอมรับตัวเอง ที่กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งชีวิตวัยเด็ก วงการนางแบบ ความรัก และความฝันขั้นต่อไปของเธอ

“จริงๆ เราไม่คาดหวังว่าคนจะมองเราเป็นผู้หญิงไหม แค่เขาให้ความเคารพเราเหมือนคนคนหนึ่ง แค่นี้แหละสิ่งที่นลินต้องการ”

การเป็นนางแบบคือการสวมตัวตนของคนอื่นไหม
ไม่ค่ะ ต้องเป็นตัวเรา เราไม่ได้สวมบทบาท แต่เราแค่แสดงฟีลลิ่งให้เหมาะกับงาน สมมุติแบรนด์เทรนดี้หน่อย เราก็ต้องดูวัยรุ่นๆ ถ้าแบรนด์นี้ดูเป็นผู้ใหญ่ เราก็ต้องดูแพงๆ หน่อย แต่ยังไงคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจนมันก็สำคัญที่สุด นลินจะเป็นนางแบบที่มีคาแร็กเตอร์แบบเท่ๆ เขาก็จะเลือกเราเพราะสิ่งนี้ อย่างแบรนด์หนึ่งเป็นชุดแต่งงาน แต่เขาอยากได้ลุคเท่ๆ มีรอยสัก เขาก็จะนึกถึงเรา ให้ใส่ชุดแต่งงานเป็นแนวแฟชั่นจ๋าเลย แต่อย่างบางงานเจอลุคหวานมากๆ แต่เราก็ต้องทำได้ ถ้าลูกค้าชอบ แสดงว่าเขาเชื่อในตัวเรา เราก็ต้องเชื่อในตัวเขาด้วยว่าเขาเลือกไม่ผิดคน

แรกๆ คนรู้ไหมว่าเราเป็น Transgender
แรกๆ เขาก็ไม่รู้ แต่เราบอกตลอดไม่ได้ปิดบัง ถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไร ถ้าลูกค้าไม่แฮปปี้ เราก็ไม่ได้จะต้มตุ๋นเขา เราจะเป็นตัวเรา จะมาโกหกตลอดมันเหมือนหลอกตัวเอง

รู้สึกว่าต้องพยายามกว่านางแบบผู้หญิงไหม
พยายามกว่าเยอะ เราต้องวางตัวให้ดี คือเราไม่ได้ตำหนิสิ่งที่คนอื่นเขาทำ อย่างโชว์อก กรี๊ดเสียงดัง ซึ่งจริงๆ เราก็เป็นนะ ในแง่ของการเป็นคนสนุก เฮฮามีเสียงดังบ้าง แต่ผู้ใหญ่เขากลัวว่าเวลาเดินแบบเราจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า มันจะโอเวอร์แอ็กติ้งจนเกินไปไหม ซึ่งเราต้องพิสูจน์ว่าเราไม่ได้เป็นแบบนั้น เขาก็เห็นว่าเราพยายามอยู่ พยายามเบลนด์ตัวเราให้อยู่ในขอบเขต

“เวลาถูกแซวเราก็เลยจำไว้ว่า อย่าทำอย่างนี้กับคนอื่น ถ้าเขาต้องทำงานที่ใช้ฟีลลิ่ง หรือแม้ว่าเขาไม่ต้องทำงาน เราก็จะไม่ทำไม่พูดแบบนี้ เพราะเรารู้ว่าเขาจะฟีลดาวน์แค่ไหน”

เวลาถูกแซวแรงๆ คุณรับมือยังไง
เราก็ฟังเฉยๆ ไม่เป็นไร แค่รู้สึกว่าจะพูดให้เราฟีลไม่ดีทำไม เวลาถูกแซวเราก็เลยจำไว้ว่า อย่าทำอย่างนี้กับคนอื่น ถ้าเขาต้องทำงานที่ใช้ฟีลลิ่ง หรือแม้ว่าเขาไม่ต้องทำงาน เราก็จะไม่ทำไม่พูดแบบนี้ เพราะเรารู้ว่าเขาจะฟีลดาวน์แค่ไหน ก็เป็นบทเรียนของเรา ทุกวันมันได้เรียนรู้อะไรไปในตัว คนนี้ทำแล้วเรายังรู้สึกแย่เลย ซึ่งเราเป็นคนคิดบวกมากๆ ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับคนอื่น อย่าทำกับคนอื่นเขาก็พอ

แล้ว LGBT ด้วยกันในวงการนางแบบ ปฏิบัติกับคุณยังไง
ส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาอะไรค่ะ เขาซัพพอร์ตด้วยกันเอง มีบางคนเข้ามากุมมือเรา บอกเราว่าทำให้ได้นะ ต้องอดทน ต้องเข้มแข็งนะลูก วงการนี้มันยาก แต่พี่เชื่อว่าหนูทำได้ จนเราร้องไห้ ไม่เชื่อว่าพี่เขาจะมาให้กำลังใจเราขนาดนี้ บางคนบอกว่า ถ้าอยากให้พี่แต่งหน้า ทำพอร์ตไปเมืองนอก เรียกได้ตลอดเลยนะ จริงๆ สังคมนางแบบอบอุ่น พี่ๆ ช่างหน้าช่างผมใจดีนะ เจอคนที่ไม่โปรจริงๆ ถึงจะแสดงกิริยาที่ไม่ดีออกมา ซึ่งนลินโชคดีที่ส่วนใหญ่เจอแต่คนโปรเฟสชันนอล ทำให้เราอยากจะโปรได้เหมือนเขา

จริงๆ แล้วเริ่มต้นการเป็นนางแบบได้ยังไง
เราเริ่มต้นจากงานของเพื่อน เดินแบบรันเวย์ของนักศึกษา คนเริ่มเห็น แล้วผู้ใหญ่คงเห็นว่าเป็นนางแบบได้ เลยจับมาทำงานที่มันเริ่มใหญ่ขึ้น อย่างกรมอุตสาหกรรมที่มีเด็กประกวด ให้เรามาเดินแบบเสื้อผ้า แล้วต่อมาพี่โดมที่เป็นสไตลิสต์ เขาให้ไปเดินแบบของ Greyhound แล้วได้มาลงนิตยสาร ELLE อีกทีหนึ่ง คนอื่นๆ เลยเริ่มรู้ว่าคนนี้คือโมเดล ซึ่งจริงๆ ในไทยนางแบบใหม่ๆ เยอะนะ แต่คนที่จะมาทำงานในวงการแฟชั่นจริงๆ น้อยมาก สุดท้ายจะเป็นคนเดิมๆ ที่ทำงาน เราเลยเป็นหน้าใหม่ที่อาจจะน่าสนใจ

ตอนเด็กๆสนใจแฟชั่นและศิลปะมาก่อนไหม
ตอนเด็กๆเราจะมีแฟชั่นของเรานิดๆหน่อยๆอย่างกางเกงยีนส์ขาสั้นแต่งหน้าแต่งตัวคือชอบแต่งตัวมาตั้งแต่เด็กเอาเสื้อของคุณแม่คุณยายมามิกซ์แอนด์แมตช์ให้ดูเป็นเด็กผู้หญิงอยากให้ข้างในรู้สึกว่าฉันคือผู้หญิงคนหนึ่งที่มีกิ๊บบนหัวมีต่างหูที่เอาสก็อตช์เทปมาแปะให้เหมือนเขาเรื่องเพลงก็ด้วยเรามีคุณลุงที่เคยไปทำงานต่างประเทศแล้วเขาชอบBoney M. มากเราเลยเริ่มต้นด้วยการฟังBoney M. ไม่ใช่Britney Spears เหมือนคนอื่นแล้วชอบถ่ายรูปแล้วพรินต์รูปมาแปะผูกพันกับเรื่องกล้องเรื่องภาพถ่ายกล้องฟิล์มมาผสมปนเปกันหมดเราก็เลยชอบแฟชั่นชอบความวินเทจโดยเฉพาะยุค 80

เห็นผลงานภาพถ่ายจากกล้องฟิล์มในอินสตาแกรมเยอะมากแสดงว่ายังชอบกล้องฟิล์มอยู่?
ใช่ค่ะอย่างที่บอกว่าชอบความวินเทจชอบอะไรที่มันได้มายากๆคิดว่ามันคงดีกว่าถ้าเราได้ลองเอากล้องฟิล์มมาถ่ายในแบบที่คนอื่นเขาไม่ได้ทำกัน

ภาพแนวไหนที่คุณชอบถ่าย
จะเป็นภาพที่เราดีไซน์ขึ้นมาว่าเราอยากถ่ายประมาณนี้นายแบบคนนี้เราจะดีไซน์เลยว่าเขาเหมาะกับอะไรเสื้อผ้าอะไรที่ไหนจะออกแบบก่อนประมาณอาทิตย์หนึ่งแล้วค่อยออกไปถ่ายจะไม่ถ่ายแบบสุ่มเอาเพราะมันไม่ใช่สไตล์เราซึ่งแรงบันดาลใจจะมาจากไบเซ็กชวลเกย์เซ็กซ์จากหนังที่เราดูอะไรแบบนี้เราก็จะเอามามิกซ์กันแต่ไม่ได้ดูโป๊เปลือยแค่เซ็กซี่เล็กๆผู้ชายผิวมันๆโกลวๆแล้วก็เรื่องศาสนาด้วยเราไม่ได้นับถืออะไรแต่ไม่ได้ไปล้อเล่นนะทุกภาพมีความหมายหมดเพราะเราคิดมาแล้วไม่ได้ถ่ายเพื่อเกาะกระแสให้ใครด่า

“เทคโนโลยีตอนนี้มันทำให้เรารอไม่เป็นต้องได้ต้องมาเดี๋ยวนี้แต่กล้องฟิล์มเราถ่ายช่วงเวลานั้นได้ครั้งเดียวเอาไปล้างเราต้องรอให้เป็นแล้วยอมรับผลที่จะตามมาภาพมันจะดีหรือเสียก็เป็นเพราะเรา”

กว่าจะถ่ายรูปแต่ละรูปคุณต้องทำการบ้านหนักมาก?
ใช่ค่ะทำรีเสิร์ชทำสไตลิ่งเองถ่ายเองไม่มีแสงไฟมาสาดให้จริงๆเราทำคนเดียวไม่ได้เป็นมืออาชีพอะไรขนาดนั้นเป็นแค่คนรักกล้องฟิล์มคนหนึ่งที่อยากจะเผยงานอาร์ตของเราตั้งแต่ได้เรียนรู้มาเท่านั้นเราชอบสร้างสรรค์งานอาร์ตให้คนอื่นได้ยืนมองดูหรือดูรูปนี้แล้วมันมีเรื่องราวอะไรที่เราอยากเผยแพร่มีกิมมิกนิดหน่อยมีมุมลึกมุมตื้นอันนี้สักสามสี่สีฟิล์มอันนี้ดูดสีน้ำเงินแบบนี้คิดเยอะค่ะคือเราต้องมีภาพในหัวของเราก่อนตลอด

กล้องฟิล์มกับชีวิตเหมือนหรือต่างยังไง
มันทำให้เรารอเป็นใจเย็นถ่ายแล้วรอให้เป็นเทคโนโลยีตอนนี้มันทำให้เรารอไม่เป็นต้องได้ต้องมาเดี๋ยวนี้แต่กล้องฟิล์มเราถ่ายช่วงเวลานั้นได้ครั้งเดียวเอาไปล้างเราต้องรอให้เป็นแล้วยอมรับผลที่จะตามมาภาพมันจะดีหรือเสียก็เป็นเพราะเรากล้องฟิล์มทำให้เรารีแลกซ์กับมันได้เยอะค่ะ

ตั้งแต่ใช้ชีวิตมาจนถึงตอนนี้ เคยรู้สึกไม่พอใจในชีวิตตัวเองหรือเปล่า
ก็ช่วงมีแฟนแหละค่ะ เรากลัวทำให้แฟนอาย เราเลยอยากเป็นผู้หญิง มีคิดอยากฆ่าตัวตาย อยากหายไปจัง แต่คนเราความอยากมันไม่หยุดอยู่แล้ว ถึงไม่ใช่นลินแต่เราก็ยังมีความอยาก อยากขาว อยากตาสีฟ้า เราเลยมองมุมกว้างๆ ว่ามันก็ไม่ได้เป็นแค่เรา ถึงแม้เราเป็นผู้หญิงจริงๆ เรายังอยากตาสีเทา ผมสีบลอนด์ อยากสูงเท่านี้ ก็แปลว่าเราไม่ใช่คนเดียวในโลกที่อยากอย่างนู้นอย่างนี้อยู่ งั้นเราก็จงแฮปปี้กับมันดีกว่า ยังไงก็เปลี่ยนไม่ได้ ศัลยกรรมทั้งตัวมันก็เปลี่ยนไม่ได้อยู่ดี

“ถึงแม้เราเป็นผู้หญิงจริงๆ เราก็ยังอยากตาสีเทา ผมสีบลอนด์ อยากสูงเท่านี้... งั้นเราก็จงแฮปปี้กับมันดีกว่า ยังไงก็เปลี่ยนไม่ได้ ศัลยกรรมทั้งตัวมันก็เปลี่ยนไม่ได้อยู่ดี”

แล้วทุกวันนี้เรายอมรับตัวเองได้แค่ไหน
ยอมรับตัวเองล้านเปอร์เซ็นต์ และรู้สึกว่ารักตัวเองด้วย เมื่อก่อนมีนอยด์เรื่องผู้ชาย ว่าเราก็อยากมีครอบครัวเหมือนกัน แต่พอโตขึ้นคิดว่า เรามีคนรักเรา แล้วทำไมเราถึงไม่รักตัวเอง แล้วเราจะนอยด์ทำไมในเมื่อมันแก้ไขอะไรไม่ได้ ในอนาคตถ้าเราอยากมีครอบครัวมีลูกจริงๆ เราค่อยหาทางแก้ไขไหม แต่มันไม่ใช่ตอนนี้ ตอนนี้เราก็รู้สึกแฮปปี้มาก แม้ว่าเราจะยังไม่ได้ศัลยกรรมอะไรให้เหมือนผู้หญิงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราเป็นแบบนี้ก็มีคน Respect เราเหมือนเราเป็นผู้หญิงทั่วไป จริงๆ เราไม่คาดหวังว่าคนจะมองเราเป็นผู้หญิงไหม แค่เขาให้ความเคารพเราเหมือนคนคนหนึ่ง แค่นี้แหละสิ่งที่นลินต้องการ

ตอนนี้มีมุมมองเรื่องความรักยังไง
ความรักเป็นสิ่งสวยงามมากกว่า ถ้าสมมุติเขาจะชอบเราเพราะตัวเรา นลินก็จะเลือกเขา แต่ถ้าเขาคาดหวังให้เราเป็นคนอื่น ให้เราเป็นผู้หญิง ก็ไปคบผู้หญิงดีกว่าไหม ซึ่งถ้าคบเราเพราะเรานิสัยแบบนี้ เข้ากันได้ ฟังเพลง ดูหนังแบบเดียวกัน นอนฟังเสียงกรนได้ หรือนอนเปิดไฟแล้วเขารับได้ สิ่งเหล่านี้มันสำคัญกว่ารูปลักษณ์ภายนอกอีก ตอนเด็กๆ ชอบคนหล่อ แต่พอโตมา ทัศนคติ นิสัยใจคอ การใช้ชีวิต สไตล์ สำคัญกว่าหน้าตา ถ้าเขาไม่เข้าใจเรา แล้วเราต้องไปเปลี่ยนเป็นแบบที่เขาคาดหวัง เราก็คงอยู่ด้วยไม่ได้ ไม่เวิร์กหรอก เปลี่ยนตัวเองเป็นคนนั้นคนนี้ ในขณะที่เขาไม่เคยเปลี่ยนอะไรเลย ก็เลยคิดว่าไม่เอาดีกว่า รอคนที่ใช่จริงๆ มันต้องมีอยู่แล้ว

“เป็นตัวของตัวเองเถอะ อย่าพยายามทำให้ใครสักคนมาชอบเรา ถ้าเราไม่ใช่คนนั้น ดีกว่าไหมถ้าเราจะเจอตัวเอง แล้วเขามารักในสิ่งที่เราเป็น”

คิดว่าออกแบบชีวิตของตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ออกแบบไม่ได้ โดนตีกรอบว่าต้องสวย ขาว ผมยาว มีหน้าอก แต่ตอนนี้เราเข้มแข็งพอ โชคดีด้วยที่ได้เป็นนางแบบ เลยมีความมั่นใจสูง ตอนนี้นลินเจอตัวเองแล้ว แต่งตัวแบบนี้ ฟังเพลงแบบนี้ รู้สึกแฮปปี้มาก แล้วก็มั่นใจมาก ถึงแม้ใครจะบอกว่าผมสั้นเหมือนผู้ชายเลย ไม่จำเป็นอะ ผู้หญิงโกนหัวก็เป็นผู้หญิงอยู่ดี เราเป็นเรา จริงๆ ไม่ได้คิดว่าหญิงหรือชายด้วยซ้ำ คิดแค่ว่าเรามั่นใจไหม ถ้าเรามั่นใจ เราเคารพตัวเองมากพอ เราก็ทำได้ และถ้าวันหนึ่งมีชื่อเสียงพอที่คนอื่นจะรับฟังเราได้มากขึ้น ก็อยากเป็นกระบอกเสียงเพื่อบอกกับคนอื่นๆ ว่า เป็นตัวของตัวเองเถอะ อย่าพยายามทำให้ใครสักคนมาชอบเรา ถ้าเราไม่ใช่คนนั้น ดีกว่าไหมถ้าเราจะเจอตัวเอง แล้วเขามารักในสิ่งที่เราเป็น

วงการนางแบบให้อะไรกับเราบ้าง
ให้เราเป็นคนเคารพนอบน้อมคนอื่น เราเป็นคนหัวแข็งนิดหนึ่งนะ แต่วงการนี้ทำให้เราถ่อมตัว เข้าสังคมได้ง่ายขึ้น คนไทยถูกปลูกฝังมาในโหมดที่เจอคนอื่นที่เราไม่รู้จักแล้วเราไม่ทัก แต่พอเราได้ทำงานกับฝรั่ง เราเห็นเขาเซย์ไฮกันหมด เราก็เรียนรู้ตรงนั้นมาด้วย อาจจะไม่ได้ทำทุกครั้งกับทุกคน แต่ก็ทำให้เรากล้าเซย์ไฮคนอื่นมากขึ้น มีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง ได้รู้จักตัวเองค่ะ

วางแผนก้าวต่อไปไว้ยังไงบ้าง
นลินก็ไม่รู้นะว่าจะทำงานนางแบบได้นานแค่ไหน ก็เลยอยากไปลองทำงานในต่างประเทศดูว่า เราชอบมันจริงหรือเปล่า หรือชอบเพราะมันมีชื่อเสียง เพราะได้ใส่เสื้อผ้าสวยๆ หรือแค่เพราะว่าเงินมันเร็วดี ถ้าไปลองแล้วรู้ว่าชอบจริงๆ ก็จะได้มุ่งไปอีก อย่างเร็วนี้ๆ ก็จะไปญี่ปุ่น ครั้งนี้ไม่มีคนรู้จักเรา ไม่ได้เงิน ต้องไปนอนกับคนอื่น ต่างบ้านต่างเมือง ลองดูว่าเราจะรับมือกับตรงนี้ได้ไหม ถ้าไม่ชอบเราก็จะได้รู้แล้วว่าทำอย่างอื่นไหม ก่อนที่มันจะสายเกินไป ก่อนเลขสาม เราก็จะได้ลองสิ่งที่เรายังไม่ได้ลอง



Back to Home
On Social