นอกจากความสูงเกินมาตรฐานชายไทยแล้ว ใบหน้าที่หล่อเหลา อ่อนใส แถมเส้นผมนุ่มสลวยปล่อยยาวยังดูเซอร์และสะดุดตาอีกด้วย

‘ไอซ์’ ภาณุวัฒน์ เปรมมณีนันท์ เป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิด แต่มีเหตุให้ต้องโยกย้ายมาเป็นพลเมืองพัทยาตอนอยู่ ป.หนึ่ง ตอนนี้อายุ 24 ปี กลายเป็นนายแบบและนักแสดงที่เคยผ่านตาใครๆ มาบ้างแล้ว ไม่ว่าจากโฆษณา Coke งานเดินแบบแฟชั่นโชว์แฟชั่น วีค งานบอลของช่อง 3 เมื่อปีกลาย หรือตัวละครโรคจิตในซีรีส์ ‘Social Death Vote’ ทางช่อง 28 ทุกวันนี้เขาเป็นนักแสดงดาวรุ่งดวงใหม่ในสังกัดของช่อง 3 และอยู่ในความดูแลของ JSL

ไอซ์ยังเป็นนักศึกษาปี 4 คณะนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณาประชาสัมพันธ์ยุคดิจิตอล มหาวิทยาลัยศรีปทุม แต่ยังแบ่งเวลามารับงานแสดง ซึ่งล่าสุดเพิ่งเปิดกล้องถ่ายละครถึงสองเรื่อง ‘วาสนารัก’ (จากบทประพันธ์ของจุฬามณี) ทางช่อง 33 และ ‘เก็บแผ่นดิน’ ละครรีเมคของค่ายเป่า จิน จง


ไอซ์เข้ามาทำงานในวงการบันเทิงได้อย่างไร

เริ่มจากความคิดที่อยากจะแบ่งเบาภาระของที่บ้านครับ ตอนอยู่ ม.5 ผมส่งอีเมลถึงพี่ปิ๊ก (ฌานฉลาด ทวีทรัพย์) ตอนนั้นเขียนบอกพี่เขาว่าผมอยากเข้ามาทำงานในวงการบันเทิง และบอกด้วยว่า ถ้าพี่ไม่เลือกผม กรุณาตอบกลับด้วยนะครับ ผมจะได้ไปหาที่อื่น (ยิ้ม) พี่ปิ๊กตอบรับ และให้คนติดต่อเรียกตัวผมไปคุย

ผมก็นั่งรถจากพัทยาเข้ามากรุงเทพฯ คนเดียวเลย มาคุยกับพี่เขา หลังจากนั้นเขาก็พาไปเข้าคลาสแอ็กติ้ง ฝึกบุคลิกภาพ เพื่อให้พร้อมกับการทำงานในวงการ

ตอนนั้นรู้ตัวหรือยังว่าจะต้องทำอะไรบ้าง

ตอนนั้นผมไม่รู้เรื่องเลยครับ เพราะผมเป็นคนไม่ค่อยกล้าแสดงออกด้วย แม้กระทั่งมองหน้าผู้หญิงผมยังไม่กล้าเลย (ยิ้ม) หลังจากที่ทำลายกำแพงเรื่องแอ็กติ้งแล้ว ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีความมั่นใจมากขึ้น จากแต่ก่อนที่ขี้อายมากๆ


งานแรกที่ได้รับเป็นงานอะไร

เป็นงานโฆษณาครับ โฆษณา Coke หลังจากนั้นก็เป็นถ่ายแบบ เดินแบบเสียส่วนใหญ่ ก่อนที่จะมาเล่นซีรีส์ ‘Social Death Vote’ เรื่องแรก ก็ไปแคสต์ก่อน แล้วผู้ใหญ่เห็นว่าดูภาพรวมแล้วบทน่าจะเหมาะกับตัวผม คือบทคนโรคจิต หรือคนที่มีความกดดันในตัวเองสูง ชอบอยู่คนเดียว ไม่ค่อยพูด

เรื่องแรกที่ว่ายากและกดดันแล้ว ตอนนี้เพิ่งเปิดกล้องอีกสองเรื่องไล่เลี่ยกัน คิดว่าจะยากกว่าไหม

ยากครับ มันกดดัน เวลาที่ได้รับโอกาสหรือบทดีๆ มันทำให้ผมรู้สึกว่า ทำอย่างไรก็ได้อย่าให้ต้องเสียโอกาสที่ดีๆ นั้นไป ผมต้องศึกษาบท ทำการบ้าน ซื้อหนังสือมาอ่าน นิยายเล่มหนาอยู่ครับ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยอ่านหนังสือเกินสิบหน้ามั้งครับ แต่นี่ห้าร้อยกว่าหน้า สองเล่ม แต่ผมรู้สึกภูมิใจในตัวเองเหมือนกันนะครับ ที่พร้อมและกล้าที่จะพัฒนาตัวเอง

สำหรับเรื่อง ‘เก็บแผ่นดิน’ ผมทำการบ้านด้วยการไปดูงานเก่าที่พี่กัปตัน (ภูธเนศ หงส์มานพ) เคยเล่นว่าเป็นอย่างไรบ้าง พี่กัปตันสอนผมหลายอย่างมาก และค่อนข้างจริงจังกับงานกำกับ และมีความคาดหวังมาก

ก็กดดันเป็นธรรมดาครับ พี่กัปตันกำกับเองด้วย ยิ่งเขาเคยเล่นบท ‘มินทะดา’ มาก่อน แล้วผมมารับบทนี้ต่อจากเขา กดดันมากๆ ครับ แต่ผมก็บอกพี่เขานะครับว่า มีอะไรสอนผมได้ตลอด


ตอนนี้รับรู้ด้วยตัวเองหรือยังว่าการแสดงเป็นเรื่องยากหรือง่าย

ความจริงตอนแรกผมคิดว่ายาก คงทำไม่ได้ แต่พอได้เริ่มสัมผัส ได้ลองทำงานจริงๆ ก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ยากอย่างที่คิด แค่เราสนุกกับมัน เราแข่งกับตัวเอง ไม่ต้องไปแข่งกับใคร แล้วพยายามศึกษาข้อมูล ค้นคว้าทุกอย่าง อย่างเช่น บทคนโรคจิตที่ผมเคยเล่น ผมก็ต้องไปศึกษาอาการของโรคนี้ จนเข้าใจว่า ถึงแม้เขาจะโรคจิต แต่ข้างในเขาก็มีหัวใจ


นอกจากงานแสดงแล้ว ไอซ์ยังเล่นดนตรีด้วยใช่ไหม

ใช่ครับ ผมเป็นมือเบสวง The Fins (ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน นอกจากไอซ์แล้วยังมีแฟรงค์กี้ วีรภัฎ-กีตาร์ นินิว ศุภฤกษ์-กีตาร์ และสมิธ ภาสวิชญ์-ร้องนำและคีย์บอร์ด) แต่ตอนนี้ต้องเบรกงานดนตรีไว้ก่อนครับ เพราะสมาชิกวงแต่ละคนเล่นละครกันหมด ก็แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง

คือเราไม่อยากจะโฟกัสงานสองอย่างพร้อมๆ กัน เพราะเรายังใหม่กันอยู่ ผมเองยังอยากโฟกัสที่งานละครเป็นหลัก เพราะถ้าทำคู่กันไป งานอาจจะเสียได้ ก็เลยคิดว่า เราแยกกันสักพักดีกว่า แล้วถ้าพร้อมเมื่อไหร่เราค่อยกลับมารวมตัวกันอีกก็ได้ คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา

เพราะยังมีแฟนคลับอยู่

ใช่ครับ ก็มีแฟนคลับที่คอยติดตามวงเราอยู่ เคยมีผลงานเพลงเดียวคือ ‘แหม’


ไอซ์แบ่งเวลาเรื่องงานกับเรื่องเรียนอย่างไร

ผมพยายามจัดเวลาช่วงเช้าให้กับการเรียนครับ แต่ถ้าขาดเรียนหรือเรียนไม่ทันเพราะติดงาน ผมจะเข้าไปคุยกับอาจารย์ ซึ่งอาจารย์ก็ช่วยเหลือครับ

เป็นนักแสดงมีสิทธิพิเศษไหม

ไม่มีครับ ผมก็ต้องทำงานส่งตามเวลา เหมือนนักศึกษาทั่วไป มีเพื่อนน่ารักคอยช่วยเหลือ

จะเรียนจบตามเวลาที่กำหนดไว้หรือเปล่า

ปีหน้าผมก็จบแล้วละครับ (หัวเราะ) ความจริงผมเรียนช้ากว่ากำหนดมาปีหนึ่งครับ เพราะว่าผมไปอยู่ญี่ปุ่นมาครึ่งปีด้วย

ทำไมถึงเลือกเรียนด้านโฆษณา

ความจริงผมคิดจะเลือกเรียนภาพยนตร์ดิจิตอล พอดีผมมีโอกาสได้ไปอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้เห็นการคิดโฆษณาให้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของที่นั่น ผมชอบความคิดสร้างสรรค์ของเขาครับ ก็เลยทำให้ผมอยากศึกษาด้านโฆษณา

อันนี้คิดเผื่ออนาคตด้วยไหม

ครับ ผมชอบดูอะไรที่มันสร้างสรรค์ครับ อย่างเช่น บิลบอร์ดโฆษณาต่างๆ หรือโฆษณาทางทีวี


มีงานโฆษณาของญี่ปุ่นอะไรบ้างที่ไอซ์รู้สึกว่ามันโดน

ส่วนใหญ่จะเป็นโฆษณาเช่น ดื่มนมเพื่อเพิ่มกำลังและสุขภาพ ครีเอทีฟเขาจะคิดมุขอะไรที่ตลกๆ หรือดราม่าไปเลย แล้วปิดท้ายด้วยโฆษณาสินค้า

เป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 3 แต่อยู่ในความดูแลของ JSL มีกฎเหล็กอะไรให้ต้องปฏิบัติไหม

ไม่มีครับ เพียงแต่เขาจะคอยสอนให้ดูแลตัวเอง ให้ดูแลภาพลักษณ์ตัวเอง

เข้ามาทำงานในวงการแล้ว ไอซ์มีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับวงการบันเทิง

ผมว่าเหมือนเราต้องพร้อมอยู่เสมอครับ เช่น สมัยนี้เราไปออกงานโชว์ตัว จะไปยืนเฉยๆ ก็ไม่ได้ เราต้องมีความสามารถ อย่างผมนี่เมื่อก่อนไม่กล้าที่จะร้องเพลง ผมไม่ชอบเลย อายที่จะร้องเพลง แต่เดี๋ยวนี้ผมต้องพยายามร้องเพลงให้ได้ ต้องเต้นให้ได้ ผมต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด ต้องทำให้ได้ทุกอย่าง จะอายไม่ได้อีกแล้ว มาขนาดนี้แล้ว ถ้าอะไรที่มันไม่นอกเหนือจากขอบเขตที่เราทำได้ ผมก็จะทำ


มีความน่าอึดอัดอะไรบ้างไหมในวงการ

คงเป็นเรื่องของการดูแลภาพลักษณ์มั้งครับ ผมไม่แน่ใจนะ แต่ต้องระวังตัวตลอดเวลา เพราะเราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของเยาวชน เรื่องการแต่งตัวก็ถือว่ามีส่วน เราจะใส่กางเกงบ็อกเซอร์ไปเดินซื้อของก็ดูไม่ดี ใช่มั้ยครับ

เรื่องการแต่งตัว ตอนแรกก็มีผู้ใหญ่คอยดูแล พอผมได้ไปออกงานบ่อยขึ้น ได้ไปเดินแบบถ่ายแบบมากขึ้น ผมก็เริ่มมีเทสต์ของตัวเอง พอจะรู้ว่าแฟชั่นคืออะไร เดี๋ยวนี้สามารถศึกษาได้ทางอินเตอร์เน็ตแล้ว แต่ไม่ว่าจะแต่งกายอย่างไรก็ขอให้เป็นตัวของตัวเองก็พอครับ

กลับบ้านที่พัทยาบ่อยไหม

ไม่ค่อยบ่อยเท่าไหร่ครับ แต่ถ้าวันไหนว่างจริงๆ ไม่มีงานก็จะกลับบ้าน

พัทยามีอะไรน่าเที่ยวบ้าง

ทะเลมั้งครับ เซ็นทรัล พัทยาบีช ตอนนี้ผมไม่รู้เหมือนกันครับว่าเขาฮิตเที่ยวที่ไหนกันบ้าง ถามว่าผมคุ้นเคยกับพัทยาไหม ผมก็คุ้นเคยนะครับ ตอนเด็กๆ ผมก็เที่ยวตามเพื่อนไปเรื่อยๆ ขับรถแว้นกัน (หัวเราะ) สมัยเรียนน่ะครับ ผมชอบตามเพื่อนมากกว่า


เรื่องความรักล่ะ ตอนนี้มีหรือยัง

ตอนนี้มีคนคุยแล้วครับ ไม่มีอะไรปิดบัง คุยอย่างเดียวครับ

คาดหวังอะไรกับความรักบ้างไหม

ฮืมม์ คาดหวังเยอะไปมันก็จะเสียใจหนักเหมือนกัน เพราะเมื่อก่อนผมคาดหวัง ก็เจ็บทุกครั้งครับ

ถ้าสมมุติว่ามาถึงจุดที่ต้องเลือกระหว่างงานกับความรัก ไอซ์จะเลือกอะไร

ผมเลือกเอางานก่อนครับ คือผมยังเด็ก กำลังเริ่มที่จะมีงาน ผมคงต้องเลือกทางนี้ก่อน ส่วนความรักจะมีเมื่อไหร่ก็ได้ ผมว่างานสำคัญกว่า ตอนนี้นะครับ

ทุกวันนี้ไอซ์มีความสุขกับอะไรบ้าง

ผมแฮปปี้ที่สามารถแบ่งเบาภาระของที่บ้านได้ และแฮปปี้ที่คนเริ่มรู้จักผมมากขึ้น แฮปปี้ที่ผมเริ่มพัฒนามากขึ้น จากที่แต่ก่อนไม่ค่อยมีความกล้า เป็นเด็กขี้อาย

ความคาดหวังในอนาคตล่ะ อยากได้อยากมีอยากเป็นอะไร

ผมไม่อยากคาดหวังอะไรมาก นอกจากจะทำงานที่ทำอยู่ให้ออกมาดีที่สุด อยากให้คนจดจำงานแสดงของผมได้ อย่างเช่น ผมรับบทมินทะดา เวลาออกไปไหนมาไหน ผมก็อยากจะให้คนจำและเรียกผมเป็น ‘มินทะดา’ แทนชื่อของผม อะไรแบบนี้ครับ


เรื่อง : บุญโชค พานิชศิลป์