ใครที่ชอบสัญจรในโลกโซเชียลน่าจะคุ้นเคยดีกับ ‘Challenge’ รูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามกระแส เพื่อให้เพื่อนหรือฟอลโลเวอร์ทำตาม แชร์ต่อ จนกลายเป็นไวรัล เป็นเทรนด์ เป็นที่รับรู้ของคนทั้งประเทศ หรือไกลหน่อยก็ทั่วโลก ไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการกุศล หรือเพื่อความสนุกสนาน


ที่ผ่านมา ถ้าจำกันได้ก็มี Ice Bucket Challenge ซึ่งเริ่มกลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2014 ในสหรัฐอเมริกาก่อนจะขยายวงกว้างไปตามภูมิภาคต่างๆ ของโลก เป็นการท้าด้วยการใช้ถังน้ำแข็งราดตัว เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ ALS โดยให้ถ่ายคลิปและโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ติดแฮชแท็ก #IceBucketChallenge จากนั้นให้ท้าคนอื่นต่อไปอีกสามคนหรือมากกว่านั้น หากใครไม่ทำตามต้องบริจาคเงิน 100 ดอลลาร์ให้กับสมาคมที่ทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยโรคดังกล่าว

ถัดจากนั้นมาก็มีการท้าในรูปแบบอื่น ยากบ้างง่ายบ้างตามแต่ใครจะคิดค้นกิจกรรมมาท้ากัน Challenge ไหนที่ดูท้าทายจริงจังก็จะมีผู้คนสนใจรับท้า และแชร์ต่อกันอย่างมากมายมหาศาล Challenge ไหนที่ดูธรรมดา วงจรจะสั้น พร้อมถูกตัดตอนออกจากความสนใจของสังคมอย่างรวดเร็วเหมือนกัน

เวลาผ่านไปไม่นาน สังคมโลกถูกข่าวสารและความเร้าใจอื่นดึงความสนใจ หรือไม่บางทีอาจจะไม่ว่าง จึงพากันลืมการท้ากันไป จนกระทั่งเมื่อช่วงกลางปีที่แล้วมีเทรนด์กลับเข้ามาในวงจรไวรัลครั้งใหม่ ด้วยแฮชแท็ก #BottleCapChallenge ที่เริ่มจากมาร์โก รอยส์ กัปตันทีมโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ ถ่ายคลิปแสดงท่าหมุนตัวและใช้ปลายเท้าเปิดฝาขวดที่วางอยู่ ซึ่งฝาขวดที่ว่านั้นเป็นฝาขวดนมของเด็กน้อยเสียด้วย และที่ปากเขาคาบจุกนมเด็กอยู่ มีคำเฉลยเป็นนัยว่า รอยส์เพิ่งเป็นพ่อคนเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านั้น


มาร์โก รอยส์โพสต์คลิปติดแฮชแท็กลงในอินสตาแกรม (ยอดไลค์ถึงปัจจุบันอยู่ที่กว่า 748k) แต่ #BottleCapChallenge มาติดอันดับเทรนด์ก็ตอนที่พระเอกนักบู๊-เจสัน สแทตแฮม (The Transporter, Fast & Furious) วาดลวดลายด้วยตัวเอง มียอดวิวสูงกว่า 10 ล้านภายในเดือนกรกฎาคม 2019

ตามมาด้วยคนดังที่รับคำท้า อาทิ จอห์น เมเยอร์, ซลาทัน อิบราฮิโมวิตช์, ปอล ปอกบา, จัสติน บีเบอร์ หรือแม้กระทั่งมาราย แครีย์ก็ยังร่วมวงกับเขาด้วย (แต่ใช้เสียงทรงเสน่ห์ของเธอเปิดฝาขวดแทน)


และในสังคมของเกย์ก็มี parody จากเทรนด์นี้เช่นกัน แต่ออกแนวสัปดน และแชร์กันเฉพาะในกลุ่ม คนในคลิปใช้อวัยวะอย่างอื่นแทนเท้า ซึ่งเขาทำได้จริงจนน่าทึ่ง ระดับเดียวกับการยิงลูกดอกและปิงปองของสาวอะโกโก้เลยทีเดียว


ต้นปี 2020 สังคมโลกต้อนรับศักราชใหม่พร้อมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ไล่มาตั้งแต่เอเชียไปจนถึงยุโรป และอเมริกา โลกคล้ายหยุดหมุน ชีวิตคล้ายหยุดการเคลื่อนไหว ผู้คนทุกหย่อมหญ้าพากันเข้าสู่มาตรการกักตัว มีเวลาให้กับตัวเองและ Netflix มากขึ้น รวมถึงความใส่ใจเรื่องสุขภาพและอาหารการกิน

“ว่างแหละ…ดูออก” กลายเป็นวลีฮิตในช่วงกักตัว ชาวโลกมีเวลาว่างมากขึ้น ส่วนใหญ่ใช้เวลาว่างนั้นหมดไปกับการดู อ่าน ฟัง ทำอาหาร รับประทานอาหาร ดื่มเท่าที่จะดื่มได้ หรือทำกิจกรรมที่อยากทำภายในบ้าน


กักตัวอยู่บ้านจากวันเป็นเดือน จนเมื่อไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีกับความเบื่อซ้ำซาก ใครคนหนึ่งก็เกิดไอเดีย นำขวดแชมพูมาวางบน ‘น้องชาย’ ที่กำลังแข็งตัว แล้วถ่ายรูป

ใช่แล้ว ขวดแชมพูบนน้องชาย ถ่ายรูป โพสต์ลงโซเชียล แล้วติดแฮชแท็ก #ShampooBottleChallenge หรือ #ShampooChallenge ยังดีที่ปกปิดน้องชายไว้ใต้กางเกงบ็อกเซอร์

แน่นอนว่ามันต้องมี parody อีกจนได้ นั่นคือ ผู้ชายบางคนอยากจะโชว์ทั้งร่างกาย น้องชาย และขวดแชมพูแบบจะๆ แต่รูปภาพแบบนั้นน่าจะหาแพลตฟอร์มรองรับยาก เพราะทั้งเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรมไม่อนุญาต แต่ถ้าเป็นทวิตเตอร์ละไม่แน่


และในทวิตเตอร์นั่นละที่ยูสเซอร์ชื่อ ‘hurtpapi’ คือรายแรกที่โพสต์ภาพพร้อมแฮชแท็ก #ShampooChallenge เป็นภาพจากการ์ตูน ที่เห็นผู้ชายวางขวดแชมพูไว้บนองคชาติของตนเอง พร้อมประโยคคำถาม “เราสามารถทำ Challenge นี้ให้ติดเทรนด์ได้หรือไม่?”

ในช่วงเดือนเมษายนที่ทั้งโลกกำลังอยู่ในช่วงกักตัว แฮชแท็กขวดแชมพูก็พุ่งขึ้นติดเทรนด์ในทวิตเตอร์

มีความเป็นไปได้ว่า Challenge แบบนี้จะถูกนับอยู่ในหมวดเอาฮา อาจมีวงจรชีวิตขำๆ เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เพราะถ้าใครถือเป็นเรื่องจริงจัง คิดจะท้าคนอื่น คงต้องพิจารณารูปของตนเอง และย้ำคิดอีกสามตลบ

ก่อนจะเผยความเป็นชายของตนเองเข้าสู่โลกโซเชียล


เรื่อง : บุญโชค พานิชศิลป์

อ้างอิง:

https://rp-online.de/sport/fussball/bottle-cap-challenge-woher-kommt-das-was-ist-das_aid-41831923

https://www.tonight.de/aktuelles/shampoo-bottle-challenge-was-machen-maenner-da-mit-einer-shampoo-flasche_94130.html

เครดิตภาพ : Twitter @hurtpapi

Twitter @MinGwa

Twitter @arashi_takemoto

Twitter @Helium_Raven

Twitter @yamami369

Twitter @AmandaSun320

https://utagenmai.tumblr.com/