‘ซิม เป็นชื่อเล่นของเด็กหนุ่มสัญชาติเกาหลีที่เกิดในเมืองไทย ชื่อเต็มของเขาคือ‘คิวเท ซิม’ เป็นที่รู้จักดีในโลกโซเชียลในฐานะ YouTuber ช่อง Kyutae Oppa  ซึ่งมีผู้ติดตามหลักล้าน

        ด้วยอารมณ์และการแสดงออกแนวสนุกสนานเป็นกันเอง มากไปด้วยไอเดีย ทำให้คนไทย-โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น-ชื่นชอบเขาได้ไม่ยาก

        “คนไทยเหมือนคนเกาหลีตรงที่ชอบเที่ยวชอบกิน” ซิมบอก “แต่ว่าคนเกาหลีจะใจร้อนกว่าคนไทยเยอะ ใครเคยไปเกาหลีจะสังเกตเห็นว่าคนเกาหลีใจร้อนขึ้นรถไฟก็รีบร้อน ทุกอย่างจะรีบมาก ด้วยความที่มีสี่ฤดูมั้งครับ ตรงตามฤดูตามงานด้วย เทศกาลที่เกาหลีมีเยอะ คนก็เลยค่อนข้างรีบไม่ค่อยรีแลกซ์หรือผ่อนคลายเท่าไหร่”


        แต่ตัวเขาเองค่อนข้างแตกต่าง อาจเพราะเกิดในเมืองไทย “ผมไม่ค่อยอินอะไรกับเกาหลีเลย ผมซึมซับวัฒนธรรมไทยมาตั้งแต่เกิด หลายเรื่องเลย อย่างเวลาเพลงชาติไทยดังขึ้น ผมก็จะหยุดยืนโดยอัตโนมัติ ความคิดผมเหมือนคนไทยไปแล้ว ผมอาจจะไม่ใช่เกาหลีจริงๆ ได้เชื้อชาติเกาหลีมา แต่จริงๆ แล้วผมเป็นคนไทยมากกว่า” เขาพูดถึงตัวเองด้วยอารมณ์ขัน และที่สำคัญ “อาหารไทยก็ถูกปากกว่าเยอะ”

        เด็กหนุ่มผิวขาว ร่างสูงท้วม พูดคุยอย่างออกรส ด้วยลีลาเหมือนอยู่หน้ากล้องเวลาเขาถ่ายคลิปสนุกสนาน เฮฮา ไม่ห่วงหล่อ

ซิมเริ่มทำยูทูบได้อย่างไร
        ตอน ม.สามหรือ ม.สี่ผมอยากเป็นอะไรสักอย่างในโลกนี้ ตอนนั้นผมไปขึ้นทางด่วนยกระดับจากชลบุรีมากรุงเทพฯ มันเป็นทางด่วนที่สูงมาก พอวิ่งเส้นนั้น ผมก็เห็นบ้าน เห็นตึกเยอะมาก ผมก็นั่งมองไปแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนน้อย เป็นจุดเล็กๆ ของโลกนี้ ตอนนั้นเริ่มคิดได้ก็เลยอยากทำอะไรสักอย่าง อยากเป็นที่รู้จัก

        ตอนแรกอยากเป็นนักร้อง แต่พอเริ่มร้องเพลงไปสักพักก็รู้สึกว่าร้องไม่เพราะ คนที่นั่งข้างๆ ยังร้องเพราะกว่าผมเลย แล้วจะไปสู้ทั้งวงการได้อย่างไร (หัวเราะ) ก็เลยคิดใหม่ เออ…เราจะโชว์ความสามารถพิเศษที่ไหนดี บังเอิญไปเจอยูทูบ เขาบอกว่าฟรี ทุกวันนี้ก็ยังฟรีนะ ผมเลยสร้าง account ขึ้นมา


        ตอนนั้นยูทูบก็เหมือนบิตคอยน์สมัยนี้ หลายคนไม่กล้าลงมือทำ เพราะมันเป็นสิ่งใหม่ในประเทศนี้ พอผมเห็นปุ๊บก็ลองทำดูครับ ความจริงก็อยากทำมานานแล้วละ แต่ผมรออยู่สองปี เพราะไม่กล้าทำสักที ข้ออ้างเยอะ แต่พอเริ่มทำก็ไม่มีคนดูเหมือนเดิม (หัวเราะ) ทำไปสักหกเดือนก็เริ่มมีคนดู จนมาถึงทุกวันนี้ก็สี่ปีแล้วครับ

ตอนนี้ยอดวิวเท่าไหร่แล้ว
        ตอนนี้ผมมี subscriber ประมาณ 6.4 ล้านในยูทูบ ยอดวิวก็แล้วแต่ช่วง ก็ประมาณหนึ่งล้าน

จู่ๆ มันเปรี้ยงขึ้นมาได้อย่างไร
        จริงๆ ถ้าย้อนไปตอนช่วงสามเดือนแรกผมมี subscriber แค่หนึ่งร้อยเอง อยู่ดีๆ วันต่อมาก็ขึ้นเป็นพันซับ อีกสามวันต่อมาก็เป็นหมื่นซับ หกเดือนถัดมาก็ล้านซับ ที่มันพีคขึ้นมาเพราะคลิปที่ชื่อว่า ‘เกาหลีดูหนังผีไทยคนเดียว’ คือผมเองไม่เคยดูหนังผี นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็ทำใจอยู่นานมาก เพราะกลัวมากเลย

        วันนั้นเลิกเรียนกลับมาบ้าน ประมาณเที่ยงคืนหรือตีหนึ่งนี่แหละ ผมปิดไฟ เปิดหนัง ‘ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ’ ผม search จากพันทิพหาหนังไทยที่น่ากลัวที่สุดจนไปเจอมา ผมนั่งเปิดดูแล้วตั้งกล้องถ่ายหน้าผมสองชั่วโมง ไปจนหนังจบเรื่อง แล้วผมก็เอาช่วงที่ผมตกใจ ตะโกน หรือกลัวมายำรวมกัน ปรากฏว่ามีคนชอบ แล้วแชร์กัน มีคนดูดคลิปไปลงเฟซบุ๊ก แชร์กันหมื่นสองหมื่น ตั้งแต่นั้นมาผมได้ยอดซับมาเยอะเลย อันนั้นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำช่อง


โดยไม่ต้องรีวิวหนังผีที่ดูเลย
        ใช่ครับ เหมือนเขาดูดคลิปผมไปลงนั่นละ ผมก็ไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดี แต่ดีใจไว้ก่อน หลังๆ เขาไม่ได้ใส่วาล์วมาให้ ก็เลยทักไปว่าพี่ช่วยติดลิงก์ให้ผมหน่อย เขาก็ยินดีนะ ติดลิงก์ให้ ยอดซับของผมก็เลยพุ่งๆๆ ตอนนั้นจำได้ว่าผมดีใจมาก

หนังผีไทยน่ากลัวกว่าหนังผีเกาหลีเหรอ
        โอ๊ะ…หนังผีไทยผมต้องยกให้ว่าน่ากลัวที่สุดในโลกเลยนะ แล้วเรื่องความเชื่อของไทยมีเยอะกว่าเกาหลี อาจเพราะเกาหลีเป็นประเทศเล็ก แล้วไม่ค่อยมีที่โล่งแล้ว เรื่องผีก็เลยน้อยลงทุกวัน

กระบวนการทำยูทูบของซิมเป็นอย่างไร
        ความจริงมันต้องวางแผนดีๆ ก่อน อย่างผมโพสต์สี่-ห้าคลิปต่อสัปดาห์ เราต้องพยายามคิดก่อนว่า เราจะทำอย่างไรให้คนดูไม่รู้สึกว่ามันซ้ำ เพราะถ้าเราไม่คำนึงถึงจุดนี้ บางทีเราจะได้ฟีดแบ็กที่ไม่ดีกลับมา ว่ามันซ้ำ เคยดูไปแล้ว ผมก็เลยวางแผน จัดตารางก่อนว่าเดือนนี้เราจะลงคลิปตัวไหนบ้าง เป็นแนวไหนบ้าง

        เราต้องมีคอนเท็นต์ที่เป็นตัวฮีโร่ก่อน ก็คือคอนเท็นต์หลัก ที่มีคนดูเยอะสุด เราจะยึดตัวนั้นเป็นหลัก อาทิตย์หนึ่งก็จะมีคลิปที่เป็นตัวฮีโร่ลงคลิปหนึ่ง ที่เหลือผมก็หาไอเดียว่ามีคลิปไหนที่น่าทำบ้าง คลิปไหนที่น่าจะถูกใจคนไทย หรือคลิปที่คนไทยจะไม่ดราม่า ก็ต้องคิดก่อนว่าจะทำคลิปอะไร

        พอคิดได้แล้วก็ลงมือถ่ายทำ บางทีผมได้แค่หัวข้อมาผมก็เตรียมถ่ายเลย แล้วค่อยสร้างสตอรีตอนถ่ายสดๆ เสร็จแล้วผมจะโยนไฟล์ให้ทีมงานไปตัดต่อ จากนั้นผมจะเช็ค ถ้าคอนเฟิร์มทุกอย่างก็ลงเป็นดราฟต์ไว้

อะไรคือคุณสมบัติของ YouTuber ที่ประสบความสำเร็จ
        หลักๆ ผมคิดว่ามีสามข้อด้วยกัน อย่างแรกคือ ความสม่ำเสมอ เพราะในยูทูบมีคนลงคลิปตลอด มียูทูเบอร์เป็นแสนเป็นล้านคน ซึ่งเราจะโดดเด่นกว่าคนอื่นได้อย่างไรถ้าเราไม่มี talent เท่าเขา นั่นคือความสม่ำเสมอ เราต้องโพสต์คลิปลงอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และมีความใส่ใจกว่าคนอื่น


        สอง ความ unique เพราะยูทูบก็เหมือนตลาดอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าเราจะโชว์สินค้าใหม่ของเราเข้าไป สินค้าของเราก็ไม่ควรจะซ้ำกับของคนอื่น เหมือนโค้ก ถึงเราจะทำให้คล้ายอย่างไร เราก็สู้โค้กที่มีอยู่ก่อนแล้วไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องคิดก่อนว่าอะไรคือ unique ของเรา

        สามคือ ต้องอาศัยโชคช่วยด้วย เพราะว่ายูทูบก็เหมือนความฝัน การจะทำความฝันให้ประสบความสำเร็จได้มันต้องมีโชคนิดหน่อย ผมเคยเห็นคนตั้งใจทำอยู่นานหลายปี ทำเท่าไหร่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ บางทีเขาอาจจะคิดว่าความสำเร็จมันสูงมากก็เลยอาจจะเหนื่อย แต่หลักๆ ก็คือ ต้องมีโชคครับ

ความถี่ในการทำคลิปลงยูทูบของซิมเป็นอย่างไร
        ตั้งแต่ผมเริ่มทำมาเมื่อสี่ปีก่อน ตั้งแต่เรียนอยู่ ม.ห้า ผมไม่เคยหยุดลงคลิปเลย อย่างน้อยอาทิตย์ละคลิป ช่วงหนักๆ ก็ห้า-หกคลิปต่ออาทิตย์ (หัวเราะ) แต่ช่วงนี้ลดลงเหลือสี่คลิปต่ออาทิตย์แล้ว เคยมีคนถามว่าผมมีเวลาเหรอ สำหรับผมแล้วสี่คลิปต่ออาทิตย์นี่กำลังดี

ใช้เวลาทำแต่ละคลิปนานแค่ไหน
        ตอนนี้ไม่ค่อยนานแล้วครับ เพราะว่าผมเริ่มมีทีมงานแล้ว มีคนประสานงานให้ มีคนตัดคลิปให้ มีตากล้องให้ ความจริงแล้วงานหลักๆ ของผมก็คือ คิดไอเดีย และแผนต่างๆ ที่เราทำในแต่ละวัน แต่ตอนถ่ายใช้เวลาวันเดียวก็เสร็จ หรือสั้นๆ แค่ชั่วโมงเดียวก็มี

ไอเดียเคยตันบ้างไหม
        โอย…บ่อยมากครับ เวลาผมตันผมบอกเลย ตอนนี้ผมตันครับ (หัวเราะ) ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะถ่ายอะไร มันตันทุกวัน แต่ว่าผมก็พยายามคิดนะว่าทำไมถึงตัน หาคำตอบไม่ได้ ก็รู้ว่าทุกคนต้องตัน มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่ตัน ก็เลยช่างมันละ ตันก็ตัน

        แต่ผมก็ได้เทคนิคใหม่ๆ มา สมมติว่าเราตัน เราจะทำอย่างไรให้ไม่ตัน ก็คือ การพักผ่อน ตอนแรกผมพักผ่อนนานหน่อย อาทิตย์หนึ่ง หลังๆ ผมพักผ่อนแค่สาม-สี่ชั่วโมงก็เริ่มมีไอเดียมาแล้วละ บางครั้งแค่นั่งเล่นโทรศัพท์ เปิดยูทูบดูวนๆ ไป ไม่ต้องคิดอะไรมาก เดี๋ยวไอเดียมันก็มาเอง

        จริงๆ บางครั้งเราตัน เพราะว่าเราอาจจะคิดเยอะไป เราอาจจะโฟกัสหลายอย่างเกินไป สมองเราก็เลยไม่ค่อยทำงาน ทุกวันนี้ก็ยังตันอยู่ แต่ก็ทำได้เรื่อยๆ เพราะว่ามีวิธีพักผ่อน


Game Changer หรือ ‘โกงพลิกเกม’ เป็นหนังเรื่องแรกที่ซิมเล่นใช่ไหม
        ใช่ครับ ผมเล่นครั้งแรก ตื่นเต้นเหมือนกัน เพราะว่ายังไม่เคยเห็นตัวเองในโรงหนัง ก็เป็นความฝันอย่างหนึ่งของผม ในเรื่องผมเล่นเป็นวัยรุ่นหนึ่งในสี่คน อยู่ในโลกของมาเฟีย แล้วเขาก็มีบอสที่คอยตามตลอด แต่ว่าวันหนึ่งบอสเสีย ซึ่งมาเฟียเขาก็ต้องเก็บส่วยใช่ไหม แต่ว่าไอ้สี่คนนี้วางแผนชั่วร้ายว่าจะไม่ให้ใครมาเอาตังค์ จะเก็บเงินส่วยเอง แล้วสุดท้ายก็ชิบหายกันทั้งแก๊ง ประมาณนี้ครับ

        หนังแนวนี้ค่อนข้างจะมีน้อยในไทย เป็นหนังแอ็กชั่นที่มีความตลก มีดราม่า และดาร์กๆ หน่อย ถ้าพูดด้วยปากผมก็ว่ามันน่าติดตามครับ

เล่นยากไหม ไหนจะการแสดง ไหนจะภาษาไทย
        โอ้…จริงๆ ถ้าถามว่าอะไรยากสุด ผมว่าภาษา เพราะว่าเวลาผมได้บทมา บางคำในบทผมไม่น่าจะพูดในชีวิตจริง คำที่แบบ…ไม่ใช่คนเกาหลีที่มาอยู่เมืองไทยจะพูดกันน่ะ บางครั้งผมก็จะถามเพื่อนๆ นักแสดงว่าคำนี้หมายถึงอะไร ผมต้องพยายามฝึกใช้มันในชีวิตประจำวัน

        แต่มันก็ยากช่วงแรกครับ เพราะผมไม่มีประสบการณ์เลย ค่อนข้างตื่นเต้น แต่ผมก็ไปเรียนแอ็กติ้งมา และฝึกมาเยอะ พอเล่นจริงก็โอเคนะครับ เพราะผู้กำกับฯ ก็ไม่ได้ด่าผมเยอะ (หัวเราะ) แต่สนุกครับ โดยเฉพาะซีนแรกที่ผมเล่นในหนัง เป็นซีนที่มีสาวโคโยตี้สองคนเข้ามารุมล้อมผม พยายามถอดเสื้อผ้า จนเหลือแต่กางเกงใน ก็สนุกดี (ยิ้ม) เป็นอะไรที่ผมชอบมาก นั่นเป็นซีนแรกเลยนะ เหมือนเป็นการละลายพฤติกรรมด้วย หลังจากซีนนั้นผมก็ไม่เกร็ง ไม่กลัวอะไรอีกเลย ชิลล์ๆ (หัวเราะ)


ซิมเรียนภาษาไทยจากที่ไหน
        ผมเคยเรียนประถมฯ ที่โรงเรียนไทย และมีเพื่อนๆ คนไทยตลอด พอมาทำงานก็พูดไทย แต่ที่ผมพูดไทยเก่งขึ้นเพราะทำยูทูบ หลายคนอาจจะไม่รู้ ต้องย้อนไปดูคลิปแรกๆ ผมจะพูดติดๆ ขัดๆ ไม่ได้พูดเร็วพูดชัดขนาดนี้ ทุกวันนี้เหมือนได้สกิลจากยูทูบล้วนๆ เลยครับ

        นอกจากทำคลิปแล้ว ผมยังฝึกจากการดูหลายๆ ช่องด้วย แล้วพยายามซึบซับภาษาที่เขาใช้กัน จากการฟัง เปิดคลิปอะไรผมก็ดูหมด สมัยก่อนผมไม่เก็ตมุขไทยเลยนะ เก็ตแต่มุขฝรั่ง ตอนเริ่มดูผมไม่ตลก แต่พอดูไปดูมาก็เริ่มซึมซับ เริ่มเข้าใจ ทุกวันนี้ก็ไม่ได้เข้าใจร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่ว่าพยายามเข้าใจอยู่ทุกวัน

        มุขของไทยยากตรงคำผวนเยอะ คำคมอีก มุขโบ๊ะบ๊ะนี่ยากมาก เข้าใจยาก และค่อนข้างมีความหมายลึกซึ้ง ก็เลยน่าเรียนและน่าลองค้นหาครับ ตอนนี้ก็ยังฝึกอยู่ทุกวัน (หัวเราะ)

คิดว่าภาษาไทยเรียนยากไหม
        ยากครับ ต้องบอกเลยว่าภาษาไทยเป็นภาษาที่ยากมาก ผมเรียนมาทั้งภาษาไทย เกาหลี อังกฤษ แต่ภาษาไทยเป็นอะไรที่ยากที่สุดเท่าที่เรียนมา (หัวเราะ) ตัวพยัญชนะเยอะที่สุด ทุกวันนี้ถ้าให้ท่อง ก.ไก่ถึง ฮ.นกฮูกผมก็ยังท่องไม่ได้ (ยิ้ม) ผมลืมหมดแล้ว แต่ด้วยความที่ผมเกิดที่นี่ ก็ยากเท่าๆ กับคนไทยคนอื่นที่เรียนกันครับ

ภาษาไทยคำไหนบ้างที่ยากมากสำหรับซิมในการออกเสียง
        (คิด) อาจจะเป็นคำที่มีตัวไม้เอก ไม้โท ไม้ตรี ไม้จัตวา คือบางครั้งผมเหมือนจะพูดถูก แต่คนฟังก็บอกว่าพูดไม่ถูกก็มี ที่ยากๆ มีหลายคำมากเลยคำ ทุกวันนี้ก็ยังติดสำเนียงเกาหลีอยู่บ้าง หรือว่าบางครั้งคำที่ใช้ไม้โทก็พูดเป็นไม้เอกก็มี (ยิ้ม)


ซิมยังมีช่องที่ร้องเพลงด้วยใช่ไหม
        ใช่ครับ ตอนช่วงโควิดปีก่อนเขาทำช่อง Kyutae Oppa Music ขึ้นมา ทำคัฟเวอร์เพลงเป็นภาษาเกาหลี แต่เป็นเพลงไทยนะครับ แปลเป็นภาษาเกาหลีมาร้อง ทำไปสักพัก ตอนนี้หยุดทำไปก่อน อาจจะกลับมาอีกรอบ จริงๆ มันก็สนุกดีนะครับ แต่พอร้องไปสักพักก็รู้สึกว่าผมชอบทำยูทูบธรรมดามากกว่า

ในช่องยูทูบของซิมทำเห็นมีคลิปเป็นซีรีส์ ‘เมียอีสาน’ ด้วย
        อ้า…ใช่ครับ เป็นภรรยาอีสาน ภรรยารัสเซีย ภรรยาอะไรอีกนะ จำไม่ได้ เยอะแยะ (หัวเราะ)

แต่ไม่ใช่ภรรยาจริงๆ ใช่ไหม
        อ๋อ…ไม่ใช่ครับ ผมยังไม่แต่งงาน (หัวเราะ) คือต้องบอกก่อนว่า สาเหตุที่ผมทำคลิปนั้นเพราะผมอยากทำอะไรใหม่ๆ ซึ่งผมก็หาคนที่จะมาเล่นกับผมได้ และคนดูจะต้องชอบด้วย ผมก็เลยไปหาคนที่ชื่อ มินตัน (มินตรา เชื้อวังคำ) ซึ่งวัยรุ่นชอบเขามาก ลองติดต่อเขาดู ปรากฏว่าเขาอยู่อีสาน เฮ่ย…น่าสนใจดี ผมไม่เคยไปถ่ายที่อีสานด้วย สไตล์บ้านๆ แล้วถ้าเกาหลีไปอยู่อีสานจะเป็นอย่างไร


        ผมก็เลยลองคุยกับเขาว่าจะทำเป็นซีรีส์ยาวๆ เป็นภรรยาอีสาน ใช้ชีวิตท้องถิ่น ตามพ่อเขาไปทำงานบ้าง ตำส้มตำ หรือไปโรงเรียนที่อีสาน พอซีซั่นหนึ่งจบก็มาที่กรุงเทพฯ ต่อ มินตันกับผมก็ไปเที่ยวกรุงเทพฯ ต่างๆ นานา ความจริงช่องผมจะมีคู่จิ้นตลอดนะครับ จนถึงวันนี้มีหลายคน

คอนเซ็ปต์คือคู่จิ้น เหมือนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน อย่างนั้นหรือเปล่า
        ไม่เชิงใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันครับ คาแรกเตอร์ผมในคลิปเหมือนจะคอยจีบเขาตลอด แต่ผู้หญิงก็ไม่สนใจ เหมือนให้คนดูลุ้นว่าเมื่อไหร่จะจีบติดวะ แต่สุดท้ายก็แยกทางกัน (หัวเราะ) ทำสนุกมากกว่า แต่คนดูก็รู้นะครับว่ามันเป็นมุขแบบซีรีส์สนุกๆ

ผู้หญิงที่เป็นแฟนในชีวิตจริงล่ะ
        ตอนนี้ก็ถ่ายด้วยกันครับ เขาชื่อน้องพิม (โบราณ / IG:@pimmmmss) ก็แบบว่า…คนน่าจะเบื่อแล้วแหละอะไรที่ซ้ำๆ ผมเปลี่ยนคู่จิ้นมาหลายคน และผมก็เริ่มมีอายุแล้ว ก็เลยอยากจะโชว์ความจริงจังเสียหน่อย คือต้องคอยหาเรื่องใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ คราวนี้มีมาแบบครึ่งจริงครึ่งปลอม แต่ก่อนมีแต่ปลอม อันนี้ครึ่งจริงครึ่งปลอม (หัวเราะ)

ซิมเรียนจบชั้นมัธยมฯ ปลายแล้วได้ไปเรียนต่อที่ไหนหรือเปล่า
        ผมไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยแค่หนึ่งปี แล้วลาออก เหตุผลคือ ตอนนั้นผมคิดว่าผมมีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากทำอะไรมากกว่า ชัดเจนว่าอนาคตอยากทำอะไร เป็นอะไร ก็เลยออกมา

        แต่ก็เสียดายนะครับ เพราะว่าเราทิ้งช่วงวัยรุ่นไปเลย จริงๆ ก็แอบอิจฉานะ เจอเด็กๆ ใส่ชุดนักศึกษาไปเที่ยวกัน สาวๆ เต็มไปหมดเลย ไม่ใช่เสียใจนะ เสียดาย (หัวเราะ) แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ผมบอกก่อนนะครับว่า เรียนก็ดี แต่ไม่เรียนก็ไม่มีปัญหา มันอยู่ที่ว่าเรามีเป้าหมายอย่างไรบ้าง อยากให้มองไกลๆ ไว้ก่อน ถ้ารู้สึกโอเคก็ลาออก แต่ผมอยู่นอกมหาวิทยาลัยผมก็ได้เรียนรู้เท่าๆ กัน


ตอนนั้นวางแผนให้กับตัวเองไว้อย่างไร
        ตอนนั้นก็อยากเรียนนั่นละ แต่มีความรู้สึกว่าถ้าเราเอาเวลาที่มีไปทุ่มลงตรงนี้ มันอาจจะเวิร์กกว่า แต่ก็บอกไม่ได้ว่ามันจะเวิร์กร้อยเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง มันก็เสี่ยงนะ เราทิ้งจุดหนึ่งไปเพื่อไปทุ่มเทให้กับอีกจุดหนึ่ง ก็กังวลแหละตอนนั้น แต่ทำใจได้ ก็เลยตัดสินใจลาออก จนทุกวันนี้ก็ไม่มีปัญหา ผมตั้งใจทำงาน และยังมีเป้าหมายใหม่ๆ ในชีวิตอยู่เรื่อยๆ ครับ

ซิมต้องไปเกณฑ์ทหารที่เกาหลีด้วยไหม
        (หัวเราะ) ทุกคนถามเรื่องนี้กันมากเลย เป็นคำถามที่น่าสนใจนะ ทุกคนที่เกาหลีต้องไปเกณฑ์ทหาร ต้องไป แต่ว่ามันมีข้อยกเว้นเยอะมาก และผมก็อยู่ในข้อยกเว้นเหมือนกัน อย่างแรกคือผมเกิดที่เมืองไทย พ่อแม่ย้ายมาอยู่เมืองไทยยี่สิบกว่าปีแล้ว พ่อแม่ทำงานเกี่ยวกับศาสนา เปิดคริสตจักร นี่ก็อยู่ในข้อแม้อีกเหมือนกัน และยังมีข้อยกเว้นอีกหลายอย่างที่ผมไม่รู้ก็มี แต่ว่าหลักๆ ผมไม่ต้องไป

        ระยะหลังกฎเกณฑ์ที่นั่นเริ่มเบาลงเรื่อยๆ จากเดิมต้องไปเป็นทหารสองปี ตอนนี้เหลือหนึ่งปีหกเดือน อินเตอร์เน็ตก็เริ่มใช้ได้ เหมือนเบาลงแล้ว และผมก็รู้สึกว่าอีกไม่นานเรื่องเกณฑ์ทหารอาจจะหายไปก็ได้ เพราะมันก็มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา ความจริงทุกวันนี้ไม่ได้ทำสงครามกันด้วยคนแล้วนะ มันมีการทำสงครามกันหลายอย่าง ใครจะรู้ว่าจริงๆ โควิดอาจจะเป็นสงครามอย่างหนึ่งก็ได้ (หัวเราะ)


        เกาหลีก็เริ่มรู้แล้ว และเริ่มลดลงมาเรื่อยๆ ไม่ได้อะไรขนาดนั้น แต่คนไทยค่อนข้างซีเรียส รู้สึกว่าเกาหลีทุกคนต้องไปเกณฑ์ทหาร เพราะดาราเกาหลีทุกคนต้องไป มันเหมือนภาพลักษณ์ของดารา ถ้าใครไม่ไปคนจะด่ากันทั้งประเทศ สังคมที่นั่นค่อนข้างโหดร้ายนิดหน่อย

        พูดตรงๆ ผมเองก็ไม่อยากไปนะ เพราะว่าผมเกิดที่นี่ โตมาที่นี่ ถ้าผมไปก็เหมือนไปโดยหน้าที่ ซึ่งผมว่าผู้ชายเกาหลีค่อนข้างน่าสงสารนะ ทุกคนถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าหน้าที่เราคือปกป้องประเทศ ทุกคนต้องไปเป็นทหาร

ที่เกาหลีเขาเกณฑ์ทหารตอนอายุเท่าไหร่
        ถ้าจำไม่ผิดนะครับ ตั้งแต่อายุสิบแปดปีถึงสามสิบปี ความจริงเลื่อนได้ แต่ถ้าอายุเกินสามสิบก็อาจจะยาก และมีข้อยกเว้นอื่นอีก อย่างบางคนมีภาระต้องดูแลครอบครัว นั่นก็ยกเว้นได้เหมือนกัน หรือไม่ต้องไปฝึกแบบโหดก็ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าจะไปฝึกเป็นทหารบก ทหารเรือ หรือทหารอากาศ

        แต่ก็นั่นละ สังคมเกาหลีปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็กว่า ลูกผู้ชายต้องไปฝึกโหด จริงๆ เป็นเรื่องที่สังคมกดดันมากกว่า หลายคนจึงพากันไปลงเป็นทหารเรือ ซึ่งโหดมาก ขี่ม้า ว่ายน้ำข้ามทะเล (หัวเราะ) แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่จำเป็นต้องฝึกโหดขนาดนั้น อันนี้อยู่ที่ว่าใครจะเลือกไปไหนมากกว่า

ตอนนี้ซิมยังถือสัญชาติเกาหลีอยู่ใช่ไหม
        ใช่ครับ สัญชาติไทยขอยาก มีขั้นตอนเยอะ

ใช้สิทธิ์เกิดที่เมืองไทยไม่ได้เหรอ
        ไม่ได้ครับ แต่ถ้าผมมีเมียไทยก็อาจจะได้ หรือว่าผมจ่ายภาษีครบห้า-หกปีก็สามารถยื่นขอได้เหมือนกัน จริงๆ ที่ผมอ่านมา ถ้าใครมีเงินก็ขอสัญชาติได้ แต่ตัวผมไม่รู้ อายุผมยังน้อยอยู่


แต่ซิมก็เสียภาษีเหมือนกันนี่
        ใช่ครับ ตอนนี้ผมจดทะเบียนบริษัท ก็ต้องเสียภาษีเหมือนกัน

อนาคตจะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยหรือจะกลับไปเกาหลี
        ผมจะอยู่เมืองไทยครับ เพราะว่าตอนผมไปอยู่เกาหลี ผมรู้สึกเหมือนเป็นนักท่องเที่ยวมากกว่า เหมือนคนไทยไปต่างประเทศ จะรู้สึกเหมือนไปเที่ยวใช่ไหม สักพักก็อยากกลับมาบ้าน (หัวเราะ) ผมรู้สึกผูกพัน คนที่นี่ค่อนข้างอบอุ่นดี ผมไม่อยากไปอยู่ที่ไหน อยากอยู่เมืองไทยไปเรื่อยๆ

ยังมีบ้านอยู่ที่เกาหลีหรือเปล่า
        มีครับ ครอบครัวฝั่งญาติๆ หรือฝั่งปู่ย่าตายายก็ยังมี เวลาไปเกาหลีก็จะไปนอนบ้านปู่ย่าตายาย

แต่ไม่เหมือนบ้านที่เมืองไทย
        ไม่เหมือนเลยครับ เหมือนต่างประเทศมากกว่า อยู่สักพักผมก็อยากจะกลับเมืองไทยแล้ว ไม่มีอะไรที่มันแซ่บ อาหารที่มันเปรี้ยว เค็ม ไม่มี (หัวเราะ) อยากกลับมา เพราะที่นี่เป็นถิ่นเรา เรารู้ว่าเราจะไปไหน รู้ว่าจะทำอะไร แต่ที่เกาหลีเราเหมือนไม่รู้อะไรมาก

มีแผนการทำอะไรอย่างอื่นอีกไหม
        ผมคิดตลอดครับ เพราะว่ามันก็เป็นอะไรที่ไม่แน่นอน จริงๆ ไม่ว่างานอะไรมันก็ไม่แน่นอน อยู่ดีๆ วันหนึ่งอาจจะโดนไล่ออกก็ได้ หรือว่าบริษัทอาจจะปิดก็ได้ หลายคนก็เคยบอกผม ถ้าเรามีงานอยู่แล้ว เราก็ควรจะมีอีกงานหนึ่งที่มันเลี้ยงชีพเราได้ ถ้างานหนึ่งดับไป

        ผมก็หางานแบบนี้อยู่เรื่อยๆ ไปลงทุนลงหุ้นตรงนั้นตรงนี้บ้าง ช่วยปั้นช่องของลูกน้องบ้าง หรือช่องใหม่ๆ ต่างๆ หรือเริ่มเล่น TikTok เพื่อรับงานทาง TikTok อะไรที่มันมาใหม่ผมค่อนข้างเปิดรับตลอด ถ้าเราศึกษาก่อนคนอื่นเราก็มีโอกาสมากกว่า ใช่ไหม อย่างล่าสุดมี Clubhouse มา ผมก็รีบไปศึกษาดูว่ามันดีอย่างไร มันใช้อย่างไร แต่ตอนนี้มันก็ดับไปแล้ว (หัวเราะ)


แต่ก็ยังเกี่ยวข้องอยู่กับวงการ IT
        ใช่ครับ เพราะผมอยากอยู่แค่ตรงนี้ เพราะผมเก่งในตรงนี้ ผมเก่งในงานออนไลน์ ผมเก่งในงานมาร์เก็ตติ้ง ถ้าจะให้ผมไปเปิดธุรกิจขายอาหาร ผมว่ามันหารายได้หลักให้เราไม่ได้หรอก อีกอย่างมันอาจจะไม่ใช่แนวทางของเราก็ได้ เพราะสมัยนี้ออนไลน์ล้วนๆ ครับ


เรื่อง : บุญโชค พานิชศิลป์

No Comments Yet

Comments are closed