การโคจรกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของ โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ และ แบงค์- ธิติ มหาโยธารักษ์ ในละครเรื่องจิตสังหาร ทางช่องวัน 31 เรียกเสียงกรี๊ด จากบรรดาแฟนคลับได้ไม่น้อย แม้ทั้งคู่จะโตและมีชื่อเสียงไล่เลี่ยกันมาจาก ฮอร์โมน เดอะ ซีรีส์ ทว่าในส่วนของ โอบ- โอบนิธิวิวรรธนวรางค์ นั้นดูจะได้รับบทบาทการแสดงที่หลากหลายมากกว่า

        การร่วมงานกันครั้งใหม่จึงมีเรื่องราวสนุกสนานที่อยากฟังจากปากหนุ่มคนนี้ โอบเล่าสั้นๆ ว่า

        “นี่เป็นการถ่ายทำที่ยาวนานมากประมาณปีครึ่ง ถ่ายๆ หยุดๆ เพราะมีเหตุการณ์โควิด-19 เข้ามาเบรก”


การร่วมงานในจิตสังหาร
        จริง ๆ ทางช่อง One ติดต่อมาครับ ว่าอยากให้ไปแคสต์ร่วมกับแบงค์ ทีนี้ทางฝั่งนาดาวได้อ่านบทดู เราก็รู้สึกว่าก็น่าสนุกดี ส่วนพี่ย้งเองก็บอกว่าอยากเห็นวันที่โอบกับแบงค์มาร่วมแสดงละครด้วยกันอีกครั้ง ก็เลยตัดสินใจใหม่มาแคสต์ร่วมกัน ตอนแรกยังไม่รู้หรอกครับว่าใครจะเล่นเป็นใคร มี 2 บท นภัสกับทัศน์ไท สุดท้ายสรุปออกมาก็คือผมรับบทเป็น นภัส แล้วแบงค์รับบทเป็น ทัศน์ไท

เล่าคาแรกเตอร์ของนภัสให้ฟังหน่อย
        คาแรกเตอร์ของนภัส เป็นเด็กกำพร้าครับ ที่ถูกบ้านของทัศน์ไทเก็บมาเลี้ยง และเลี้ยงให้เป็นเพื่อนทัศน์ไท เป็นเหมือนคนในครอบครัวคนหนึ่ง ทัศน์ไทก็เลยจะกลายเป็นคนพิเศษ นอกจากนี้ทัศน์ไทกับนภัสเกิดวันเดียวกัน ปีเดียวกันด้วย นภัสจึงเป็นเหมือนเพื่อนของทัศน์ไท ซึ่งก็มีเพื่อนคนเดียวมาตั้งแต่เด็ก ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตั้งแต่เด็กจนโต

แต่ทั้งโอบและแบงค์ ทั้งคู่แจ้งเกิดมาพร้อมกันใน ฮอร์โมน เดอะ ซีรีส์
        ใช่ครับ ของผมจะเป็น Hormones Season 1 แบงค์จะเป็น Hormones Season 2


ตอนนั้นมาจอยกับนาดาวได้อย่างไร
        ทางทีม Hormones ไป Scout นักแสดงที่โรงเรียนผม เขาก็มาเดินดูตามแถวตอนเคารพธงชาติ แล้วก็เรียกออกไปถ่ายรูป ถ่ายไปนานมากประมาณ 2 เดือน แล้ววันหนึ่งก็มีคนโทรมาเรียกให้ไปแคสต์ Hormones จากนั้นก็เงียบไปนานเหมือนกัน ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร แต่จู่ๆ ก็โทรมาบอกว่าได้เล่นบทนี้ พี่ย้งถามว่า อยากมาอยู่ที่นี่ไหม อยากเซ็นสัญญาไหม ผมบอกสนุกดีได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ก็เลยตัดสินใจเซ็น

กี่ปีแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เราเล่น Hormones มาจนถึงวันนี้
        ตอนนั้น 18 ครับ ปีนี้ 27 ประมาณ 9 ปี ครับ

เกือบ 10 ปี ที่เราอยู่วงการบันเทิงมาเรียนรู้อะไรบ้าง
        มันทำให้ผมโตเป็นผู้ใหญ่เร็วขึ้นกว่าคนปกติ ผมสามารถรับผิดชอบจัดการชีวิต อย่างตอนนั้นเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ก็จะต้องเรียนหนังสือด้วยทำงานไปด้วย ส่วนเพื่อนคนอื่นเขาก็เรียนชิล ๆ ตกเย็นก็กินข้าวปาร์ตี้กัน ส่วนผมบางครั้งถ้าขาดเรียนไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องเข้าเรียน ตอนกลางคืนก็ต้องกลับมานั่งอ่านหนังสือ หรือว่าฟังเทปลอกเลคเชอร์จากเพื่อน ซึ่งมันอาจจะทำให้เราขาดส่วนนั้นไป หมายถึงว่าการใช้ชีวิตในส่วนของมหาวิทยาลัย แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไร ผมก็พอ manage ตัวเองได้ ก็ลองใช้ชีวิตดู รู้สึกว่าในเมื่อเราเลือกทางนี้แล้ว คงถูกลิขิตมาให้เป็นแบบนี้

เราอยู่ในจุดที่เราพอใจหรือยังกับวงการบันเทิง
        ผมรู้สึกว่าตัวเองมาไกลกว่าที่คิดไว้เยอะมาก ๆ ผมไม่ได้คิดว่าตัวผมจะเป็นอาชีพนักแสดงใช้อาชีพนี้ยึดเป็นอาชีพหลักด้วยซ้ำไป ผมเคยคิดว่า ทำไมวันหนึ่งมันมีคนถามว่าทำไมเรายังอยู่ที่เดิม คนอื่นก้าวผ่านเราไปไกลแล้วนะ ผมรู้สึกว่าการคิดแบบนั้น ไป ๆ มา ๆ มันทำให้เกิด toxic สำหรับตัวเองเปล่า ๆ ผมแค่ appreciate ว่าเราใช้ชีวิตมาถึงทุกวันนี้โดยที่มันผ่านอะไรมาเยอะแยะขนาดนี้ได้ มันเป็นเรื่องที่เกินกว่าที่เราคิดไว้แล้ว ซึ่งก็เป็นการเปลี่ยนมุมมองเปลี่ยนความคิดทำให้รู้สึกว่าสบายใจขึ้น ใช้ชีวิตสนุกมากขึ้น ตั้งใจทำงานต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะประสบความสำเร็จ


ความฝันในวัยเด็กของเราเป็นอย่างไร
        ตอน ม.6 ผมอยากเป็นหมอ แล้วไป ๆ มา ๆ ช่วงจะสอบเรารู้สึกว่ามันไม่น่าจะชอบสิ่งสิ่งนี้ จริง ๆ วิชาอย่างเคมี ฟิสิกส์ เราไม่ค่อยได้ แต่ที่เราเรียน มันจะเป็นความคิดระหว่าง “สิ่งที่ทำได้กับสิ่งที่ชอบ” ไม่สัมพันธ์กัน คือถ้าถามว่าเราฝืนเรียนต่อไปตอนนั้นได้ไหม เราเรียนได้ แต่เราแค่ไม่ชอบและจะเอนจอยกับมันอย่างไร เรารู้สึกว่าเราอาจจะเจอทางที่ใช่มากกว่า

        ผมชอบเรียนพวกตัวเลข แล้วก็เลยมาเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์ แต่พอมาเรียนจริงก็ suffer อยู่เหมือนกันครับ เพราะตอนที่เราเรียน demand supply สมัย ม.ปลาย มันง่าย ชีวิตมหาวิทยาลัยน่าจะง่าย แต่จริงๆ ไม่ง่ายครับ มาเทอมแรกที่เรียนเศรษฐศาสตร์ วิชาคณะ ได้ D งงเลยว่าเกิดอะไรขึ้นวะ ปกติผมเป็นคนตั้งใจเรียนนะ ทำไมถึงได้แค่นี้ ปีแรกเรียนผมกะจะซิ่ว แต่ซิ่วไม่ติด คะแนนปีต่อมาสูงมาก ก็ไม่เป็นไรในเมื่อเราไม่ได้เราก็คงต้องเรียนที่นี่ เราก็เรียนต่อไป แต่ว่าเราไปเลือกเปลี่ยน major minor คือพอ minor เราก็ไปเลือกเป็นวิชาพวก JC ก็เป็นพวกวารสารแทน

เล่นหนังมา 2 เรื่อง เรื่องที่ 3 ก็มีแล้ว รู้สึกว่าโอบจะถูกโฉลกกับหนังมากกว่าซีรีส์
        ใช่ครับ ถ้าถามว่าการทำงานในรูปแบบของซีรีส์ หนัง ละคร ชออันไหน ผมตอบได้เลยว่าชอบหนัง เพราะว่ามันใกล้เคียงชีวิตจริงมากที่สุด เอามา adapt ใช้ หรือเอามาปรับใช้ เอามาเป็นตัวช่วยในชีวิตประจำวันได้ง่าย แต่ว่าการจะได้หนังเรื่องหนึ่งมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

หนัง 3 เรื่องที่ร่วมแสดงทั้ง อนธการ, แสงกระสือ กับหนังเรื่องใหม่ อะไรที่ทำให้เราสนใจที่จะเลือกแสดง 3 เรื่องนี้
        อนธการเป็นเรื่องการเปิดตัวของการแสดงเรา ในบทเกย์ เรารู้สึกว่าวันที่เราเล่นเราแค่อยากจะแสดงออกว่า จริง ๆ แล้วคนกลุ่มนี้เขาก็เป็นคนมีหัวใจเหมือนกันนะ ไม่ใช่เราไปกดเขา ซึ่งช่วงนั้นยังไม่ถูกการยอมรับมากขนาดนี้ ผมรู้สึกว่าเราอาจจะเป็นตัวแทนหนึ่งที่จะได้ตีแผ่ชีวิตของเพศที่สาม และผมรู้สึกว่ามันก็เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ท้าทายเรา


        ส่วน แสงกระสือ นี่ผมอยู่ในกระบวนการมาตั้งแต่เป็น Pilot ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเนื้อเรื่องคืออะไร บทใกล้จะเสร็จแล้ว แต่ยังไม่บอกว่าคืออะไร แค่ไปถ่าย Visual เพื่อเอาไปขายสปอนเซอร์ต่าง ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะขายได้ไหม ไม่รู้ว่าลูกค้าจะซื้อไหม ให้สปอนเซอร์ไหม แต่ก็ทำผมเชื่อมั่นในตัวพี่โดม ผู้กำกับ


        ส่วนหนังเรื่องที่ 3 มันท้าทายตรงที่เราต้องพูดภาษาอีสานทั้ง ๆ ที่เราเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ว่าสิ่งที่ยากคือเราต้องพูดภาษาอีสานให้ได้สำเนียงของคนอีสาน แต่ว่าสำเนียงของคนอีสานเนี่ย เขาจะแบ่งตามภูมิภาคก็คือ อีสานขอนแก่นจะไม่เหมือนอีสานพวกหนองคาย ตอนถ่ายทำทางทีมจะให้คนประกบผม เพื่อบังคับให้ผมไม่พูดภาษากลาง ให้ผมพูดภาษาอีสาน ถูกผิดพูดไปก่อน ซึ่งเรื่องนี้ถ้าถามว่าแตกต่างจากเรื่องอื่นไหม แตกต่างครับ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เครียด ส่วนใหญ่เวลาเห็นผมเล่นหนัง ผมจะได้รับบทแต่เรื่องเครียด ๆ

แล้วซีรีส์เรื่องนี้ต่างจากเรื่องอื่นที่เราเคยแสดงมาอย่างไรบ้าง
        เรื่องนี้ก็เครียดครับ (หัวเราะ) แต่เรื่องนี้จะแตกต่างไปจากเรื่องเดิมตรงที่ว่าดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ทัศน์ไทกับนภัสเนี่ยผ่านอะไรหลาย ๆ อย่างด้วยกัน แต่ยากกว่านั้นคือเรื่องนี้เป็นละครบู๊เแอ็กชั่นเต็มตัว ซึ่งผมเคยร่วมงานกับช่อง One มาแล้ว เรื่อง รักไม่ลืม ตอนที่ผมออดิชั่น เขาพูดกับผมว่า เรื่องนี้เป็นรักใส ๆ ของวัยรุ่นเลย สนุกแน่นอน ตัดภาพออกมา โอ้โฮ ผมบู๊ไปเยอะอยู่พอสมควร โดนรุมสะกำเต็มไปหมด ตั้งใจว่าจะไม่เล่นบทบู๊ๆ อีก พอวันที่ต้องเข้ามาแคสต์ ผมเดินเข้าไปในห้องประชุม เขาประชุมกันอยู่เราก็บอกว่า ตอนนี้ผมว่างอยู่นะครับ จ้างได้แต่ผมขอไม่เอาละครบู๊แล้วนะครับ สักพักเรื่องนี้ติดต่อมา แล้วบอกว่าเป็นบู๊เต็มตัวนะ โอ้โฮ แต่ก็ตัดสินใจมาเล่นนะ

ผลงานที่ผ่านมาทั้งหมดโอบชอบคาแรกเตอร์ไหนมากที่สุด
        ถ้าเร็ว ๆ นี้นึกออกเรื่องเดียว น่าจะเป็นคลับสะพานฟาย เป็นซีรีส์ที่ออนก่อนหน้านี้ ตอนหนึ่งชื่อตอนว่า คู่เวร คู่กรรม ผมชอบตรงที่มันเป็นคาแรกเตอร์ฉีกแนว เหมือนไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ แล้วก็ตลกมาก หมายถึงว่าเล่นไปขำไปว่า เฮ้ย ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ผมก็รู้สึกว่ามันดีตรงที่เราได้ไป explore อะไรต่าง ๆ ที่เราไม่เคยทำ


แล้วเมื่อไรจะเห็นโอบ นิธิ เล่นซีรีส์วายสักเรื่องหนึ่งแบบเต็มตัว
        คือไม่ใช่ว่าเราปฏิเสธนะครับ แต่เราแค่กำลังหาบทกับคู่เล่นของเราด้วยมั้ง คือเวลาผมตัดสินใจอะไรสักอย่าง ผมจะดูเรื่องบทก่อนเป็นอย่างแรก อย่างที่สองอย่างที่สามคือผู้กำกับกับนักแสดงร่วม

เต ตะวัน วิหครัตน์ ไง ในทวิตเตอร์กระแสดีนะ
        โอ้โฮ ก็ผมเคยร่วมงานกับพี่เตมาแล้ว จากที่ผมเล่นคู่กับแพต กลายเป็นคนมาเชียร์ผมคู่กับพี่เตแทน ส่วนในทวิตเตอร์ก็ดีครับผม แกล้งกันเล่น ๆ ปกติไปเรื่อย ๆ เพราะจริง ๆ เราสนิทกันครับ อย่างช่วงที่ไม่ได้เจอกันก็จะโทรหาหรือว่ามี Video Call ไปหาบ้าง จริง ๆ ก็จะพยายามนัดแต่ไม่ประสบความสำเร็จ คือเขางานยุ่ง เราก็งานยุ่ง เคยชวนพี่เตไปกินหมูกระทะกัน ตั้งแต่ต้นปีที่แล้วจนบัดนี้ยังไม่เคยได้กินเลยครับ

โอบตั้งเป้ากับการอยู่ในวงการบันเทิงไว้แค่ไหน
        ผมคิดไว้ว่า ถ้ายังมีคนจ้างอยู่ผมก็ยังทำ มันเป็นสิ่งที่อันลิมิตครับ มันได้ไปลองทำสิ่งใหม่ ๆ สร้างประสบการณ์ให้ผม เช่น วันหนึ่งถ้าสมมติว่า ผมต้องไปเล่นบทที่มันต้องขี่ม้า เอาจริง ๆ ชีวิตจริงถ้าสมมติผมไปขี่ม้า เป็นคนปกติที่ทำงานทั่วไป ผมคงไม่ได้มีประสบการณ์ที่ว่าวันหนึ่งผมจะไปอะไรแบบนั้น ผมต้องทำงาน วันเสาร์-อาทิตย์ ผมก็คงอยากอยู่บ้าน ผมก็คงไม่ได้ออกไปนั่งขี่ม้าเพื่อที่จะเอามาใช้ในการทำงานของผม ผมรู้สึกว่ามันได้ประสบการณ์ได้ลองอะไรใหม่ ๆ


อยากจะชาเลนจ์ตัวเองในบทบาทการแสดงไหนบ้าง
        บทที่ยังไม่เคยทำ ผมคิดว่าน่าจะเป็น หนังผีจ๋าครับ แบบกลัวผีจัด ๆ อันนี้ยังไม่เคยแสดง อันดับ 2 คือดราม่า ดราม่าปกติจะเห็นเป็นบางซีน แต่ผมยังไม่เคยเล่นซีนที่เป็นผู้ป่วย หรือเป็นคนที่ต้องใช้ดราม่าหมดทั้งเรื่อง อันนี้อยากลองดูเหมือนกัน แล้วก็น่าจะเป็น Comedy จ๋าเลย อันนี้เหมือนเป็นไบโพล่ามากเลยนะ อยากหนีผี อยากจะเศร้าจัด ๆ แล้วก็ไป Comedy จ๋าๆ เลย

ฝากผลงานจิตสังหารหน่อย
        โอบอยากฝากละครเรื่องจิตสังหารด้วยนะครับ จะออนแอร์ทางช่อง One เริ่มวันที่ 14 มิถุนายน นี้ เวลา 20:30 น. วันจันทร์-อังคาร ถ้าถามว่าเรื่องนี้จะสนุกอย่างไรผมบอกได้ว่าเรื่องนี้เนี่ยตัวของพระเอกก็คือทัศน์ไท จะมีปัญหาเข้ามาให้ต้องแก้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็จะไม่สามารถแก้คนเดียวได้จะต้องมีทีมที่คอยช่วยเหลือเขา และเขาจะสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ไหมว่าตัวเองไม่ใช่คนที่ผิด แล้วจะพิสูจน์ด้วยวิธีการไหน อยากให้ทุกคนติดตามกันครับ


จิตสังหาร
ทุกวันจันทร์-อังคาร 20:30 น. ทางช่องวัน 31
Text by Takeshi West

No Comments Yet

Comments are closed